วันอาทิตย์, มกราคม 22, 2560

NY Times Live Women's March on Washington - Anti-Trump March





https://www.facebook.com/nytimes/videos/10151055611429999/

Watch the Women's March on Washington rally, featuring speakers like Gloria Steinem and performers like Janelle Monáe.

วันเสาร์, มกราคม 21, 2560

‘ทางแพร่ง’ คนเสื้อแดง





ใบตองแห้งว่า ‘ทางแพร่ง’ ฝรั่งใช้คำ dilemma คือไม่รู้จะไปทางไหนดี สำหรับ ‘เสื้อแดง’ ที่ลุ้นประชาธิปไตย อยากได้เลือกตั้งให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที

ขณะที่ “ประชาชน” ร้อยละ ๘๒.๓๑ ของ ‘ดุสิตโพล’ ๑,๒๗๒ คน สนับสนุน คสช. ทำข้อตกลง MOU เพื่อสร้างการปรองดอง

(http://www.innnews.co.th/show/758342/)

แต่มีการเรียกร้องว่าตะหานจะทำตัวเป็น ‘ตาอยู่’ เอาพุงปลาไปกินแล้วอ้างว่าไม่ใช่คู่กรณี ไม่ได้

นายชัยเกษม นิติศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหนึ่งในห้าคณะกรรมการศึกษาและติดตามเรื่องการปรองดอง พรรคเพื่อไทย (พท.) พูดถึงทั่นรองฯ ที่คุมกลาโหม ผู้อ้างว่ายึดอำนาจเพราะประชาชนเห็นชอบ ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

“การจะบอกว่าทหารไม่ใช่คู่ขัดแย้งคงไม่ถนัดนัก เพราะที่ผ่านมาแม้นักการเมืองจะทะเลาะกันแต่การที่ทหารเข้ามาทำการปฏิวัติก็ถือเป็นการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความขัดแย้งแล้ว”

ยังไม่หมด “แต่ความจริงแล้วเส้นทางระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยจะไม่ขัดแย้งกันได้อย่างไร แล้วหากยังไม่เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ปัญหาก็จะไม่มีวันจบ

คือถ้าท่านพูดแบบนี้ก็เท่ากับว่าท่านยังอยากที่จะเข้ามาแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ หากเมื่อใดที่มีความเห็นไม่ตรงกัน”

(http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484966620)





ตานี้ พ่อคนดี คนเก่ง ของ คสช. ก็ตามเดิมไม่เปลี่ยน ไม่จืดอีกตามเคย “ระบุว่า ทหารไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยเสียหาย แต่ประชาธิปไตยเสียหายอยู่แล้ว

ซึ่งรัฐบาลได้เข้ามาบริหารและแก้ปัญหาที่ถูกสร้างไว้มากมายก่อนหน้า”

(http://news.voicetv.co.th/thailand/454344.html)

เป็นสูตรสำเร็จเลยนะ ไม่ว่าเรื่องอะไร รัฐบาลทหารนี้แก้ไขให้หมด แต่ไม่รู้จะเห็นผลเมื่อไหร่ ๒๐ ปีเหรอ กะอีเรื่องน้ำท่วมใต้นี่ ป่านนี้ระลอกสามแล้วยังไม่เห็นทำอะไรให้ผ่อนคลายได้ สูตรสำเร็จอีกอย่างก้คือถ้าฝนตกน้ำจะต้องท่วมเมือง






กลับมาที่ทางแพร่งของอธึกกิต “ทางแพร่งมีมาตั้งแต่ก่อนข้อเสนอปรองดอง จะสู้หรือถอย หรือสู้พลางเกี้ยเซียะพลางอย่างที่ทำมา ๑๐ ปี เป็นจุดที่ต้องตัดสินใจ เพราะมีทั้งได้เสีย

เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล นักการเมืองส่วนหนึ่งก็จะโดดหนี ถ้าคิดในวิถี ปชต.ไม่เห็นต้องเสียดาย...

ถ้าจะสู้ ก็ต้องยึดหลักการชัด ปฏิรูปพรรค แต่อีกด้านหนึ่งก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวลำบากนะครับ เพราะต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงคนที่รักสงบ คิดเรื่องปากท้อง (นักสู้อย่างเราไม่คิดก็ได้แต่นักการเมืองต้องคิด)...

คนคำนึงเรื่องปากท้องอยากเห็นเศรษฐกิจดี ซึ่งถ้าไม่ติดเงื่อนไข รธน. อาจเลือกเพื่อไทยหากจัดทีมบริหารที่ดูดีมีฝีมือ เพราะเบื่อรัฐบาลนี้เต็มทน”

(https://www.facebook.com/baitongpost/posts/1289990694416090)

ทว่าหากมองด้วยสายตาของผู้ลี้ภัยที่ใช้ทฤษฎี กษัตริย์ใหม่ “แทรกแซงการเมืองหลังฉาก”

“เช่น กรณีที่ประยุทธ์ออกมาทำเรื่อง ‘ปรองดอง’ (ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีวี่แวว เพียงแต่ยืนยันเรื่อง ‘ทำตามโรดแม็ป’ อะไรเท่านั้น) ก็มาจากการ ‘แนะนำ’ (‘สั่ง’) ของกษัตริย์ใหม่...

ซึ่งยากจะเช็คได้ร้อยเปอร์เซนต์ แม้ว่าที่ผ่านมาหลายเรื่อง เช่นกรณีรัฐธรรมนูญ หรือเรื่อง ‘ปรองดอง’ ก็พิสูจน์ว่าอะไรที่ ‘เล่า-ลือ’ กัน ก็กลายมาเป็นความจริง”

Somsak Jeamteerasakul สันนิษฐานแม้กระทั่ง “กรณี ‘ออกกำลังกาย’ วันพุธของประยุทธ์ ก็มีเสียงว่ากันว่า มาจาก ‘คำแนะนำ’ ของกษัตริย์ใหม่ ไม่งั้นจู่ๆ ทำไมประยุทธ์อยู่มา ๒ ปีกว่า เพิ่งออกมาทำอะไรแปลกๆ แบบนี้”

(https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/1201942789858998)

จะแปลกหรือไม่แปลกแค่ไหน ก็ชี้ชัดแล้วว่า ทหาร คสช. ชุดนี้กำลังปรับตัวให้อยู่ยงเหมือนสมัย เปรม ‘ครึ่งใบ’ แต่วี่แววที่เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พระเจ้าอยู่หัววชิราลงกรณ์ทรงลงพระปรมาภิไทยการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๕๗ ที่ สนช. ผ่าน ๓ วาระรวดในวันศุกร ทำให้มีผลบังคับใช้ทันทีในวันจันทร์ที่ผ่านมา

(ดูข่าว http://www.bangkokpost.com/…/charter-amendment-on-king-and-…)

ครั้งนี้อาจจะไม่ถึงครึ่งใบ การเลือกตั้งจะมีความหมายเพียงว่า ทั้งสภาผู้แทนราษฎรคือฝ่ายค้านถาวรของ “กษัตริย์-กองทัพ (คสช.)-ตุลาการภิวัฒน์”

ในบริบทที่ สศจ. ระบุว่า “อยู่บนฐานของการยอมรับอำนาจที่มีอยู่” ของทั้งสามสถาบันทั้งสิ้น

ฉะนั้นโปรดดูมิสเตอร์บีนกินเค็กเป็นอุทธาหรณ์ ละกัน




เจาะ พรบ. คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ แก้ไขดีขึ้น ๓ อย่าง แต่ยังใช้ปิดปากเหมือนเดิม แถมแนวโน้มมากขึ้น

#พรบคอม แก้ไขใหม่แล้ว คดี "ปิดปาก" มีแต่แนวโน้มจะเพิ่มขึ้น

เมื่อ 20 ม.ค. 2560 โดย iLaw

ข้อเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 14(1) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ได้รับการตอบสนองโดยสนช. แต่การแก้ไขกฎหมาย ในปี 2559 กลับดูเหมือนยังแก้ปัญหาที่กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือ "ปิดปาก" การตรวจสอบ ไม่ได้มากนัก แถมยังอาจสร้างปัญหาให้หนักขึ้นกว่าเก่าก็เป็นได้ พอจะเรียกได้ว่า การแก้ไขมาตรา 14(1) ในครั้งนี้ ดีขึ้น 3 ประเด็น แย่ลง 1 ประเด็น และ "เล่นลิเก" อีก 1 ประเด็น

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) หรือร่างแก้ไขฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับที่ใช้กันมาเกือบสิบปีไปหลายมาตรา ข้อเรียกร้องที่ดังมาตลอดหลายปี คือ ให้แก้ไขมาตรา 14(1) เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ใช้ฟ้องคดีปิดปากสื่อและนักเคลื่อนไหวจนกระทบต่อเสรีภาพการแสดงออก ดูเหมือนจะได้รับการตอบสนองแล้ว โดยสนช. แก้ไข มาตรา 14(1) ไปหลายประเด็น

ปัญหาเดิม เกือบ 10 ปี การตีความ “ข้อมูลเท็จ” ในมาตรา 14(1) กลายเป็นกฎหมาย "ปิดปาก" การวิจารณ์

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) ระบุว่า “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วน  หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” 

เจตนารมณ์เดิมของการเขียนมาตรา 14(1) เพื่อเอาผิดกับการทำหน้าเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สิน (Phishing) หรือ การฉ้อโกงกันในโลกออนไลน์ แต่การเขียนกฎหมายด้วยคำว่า"ข้อมูลอันเป็นเท็จ"  มีความกำกวมเปิดช่องให้ตีความได้หลากหลาย ส่งผลให้ตลอดอายุเกือบสิบปีของกฎหมายฉบับนี้ มาตรา 14(1) ถูกนำมาใช้เอาผิดกับการแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ข้อมูล โดยตีความคำว่า "ข้อมูลเท็จ" ให้กว้างกินความถึงเนื้อหาอะไรก็ตามที่ไม่เป็นความจริง 

มาตรา 14(1) ถูกนำมาใช้ฟ้องคดีต่อสื่อมวลชนหรือนักเคลื่อนไหวทางสังคม ที่โพสต์ข้อมูลลงในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน การปกป้องสิ่งแวดล้อม การปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และอื่นๆ อีกสารพัดเรื่อง โดยส่วนใหญ่การดำเนินคดีจะเกิดเมื่อบุคคลที่มีอำนาจ หรือมีสถานะทางสังคมถูกวิพากษ์วิจารณ์ 

เท่าที่ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพของไอลอว์ บันทึกข้อมูลได้ มีคดีมาตรา 14(1) ในลักษณะการฟ้องเพื่อ "ปิดปาก" การตรวจสอบ อย่างน้อย 44 คดี ดูรายละเอียดคลิกที่นี่ 

ปัญหาเดิม มาตรา 14(1) ใช้พ่วงกับข้อหาหมิ่นประมาท ตั้งข้อหาซ้ำซ้อนสร้างภาระให้จำเลย
คดีมาตรา 14(1) ที่ใช้ฟ้อง "ปิดปาก" การตรวจสอบ ส่วนใหญ่จะใช้ฟ้องคู่กับข้อหาหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328 ซึ่งระบุว่า 

มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

การฟ้องคดีลักษณะนี้ ศาลจะต้องพิจารณาทุกข้อหาว่า ข้อความที่โพสต์ลงบนอินเทอร์เน็ต 1) เป็น "ข้อมูลปลอมหรือข้อมูลเท็จ" ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) หรือไม่  2) เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ตามมาตรา 326 หรือไม่ 3) เป็นการโฆษณาด้วยวิธีอื่นใด ตามมาตรา 328 หรือไม่ ซึ่งหลายคดี เมื่อศาลเห็นว่า เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ก็มักจะพิพากษาให้เป็นความผิดตามมาตรา 14(1) ด้วย

การใช้ มาตรา 14(1) ฟ้องคดีคู่กับความผิดฐานหมิ่นประมาท เช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อจำเลยหลายประการ ได้แก่

1. เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากความผิดฐานหมิ่นประมาทมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว แม้จะเป็นการกระทำบนอินเทอร์เน็ต ก็มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาอยู่แล้ว ทำให้เกิดความสับสนในการตีความการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้จำเลยมีภาระต้องต่อสู้คดีเพิ่มขึ้น ต้องพิสูจน์ให้พ้นผิดจากองค์ประกอบทั้งตามมาตรา 14(1) และองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท

2. ทำให้จำเลยต้องเผชิญอัตราโทษที่สูงขึ้น ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณามีอัตราโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อนำพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) มาใช้ฟ้องร้องคู่กับความผิดฐานหมิ่นประมาท ทำให้มีอัตราโทษเพิ่มเป็น จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

3. เป็นคดียอมความไม่ได้ คดีหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว คดีจำนวนไม่น้อยเมื่อขึ้นสู่ชั้นศาลแล้วสามารถตกลงชดใช้ค่าเสียหาย หรือกล่าวขอโทษกัน ก็ทำให้คดีความจบกันไปได้ แต่ข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) ไม่ใช่ความผิดที่ยอมความได้ แม้ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันได้จนข้อหาหมิ่นประมาทถูกถอนไปแล้ว ความผิดตามมาตรา 14(1) ก็ยังต้องดำเนินคดีต่อไป ส่งผลให้จำเลยต้องมีภาระต่อสู้คดียาวนาน และทำให้คดีรกโรงรกศาลโดยไม่จำเป็น

4. การวิจารณ์โดยสุจริต ไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิด การหมิ่นประมาทที่กระทำไปโดยการติชมด้วยความสุจริต หรือการวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เป็นเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษได้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329-330 แต่ความผิดตามมาตรา 14(1) แม้เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ตาม ก็ไม่สามารถอ้างเหตุเหล่านี้ขึ้นต่อสู้คดีได้

แก้ไขมาตรา 14(1) ใหม่ ดีขึ้น 3 ประเด็น แย่ลง 1 ประเด็น และ "เล่นลิเก" อีก 1 ประเด็น
ตามร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ผ่านสนช. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 มาตรา 14(1) ถูกแก้ไขใหม่ เป็นดังนี้

จากปัญหาการใช้มาตรา 14(1) ฟ้องคดี "ปิดปาก" คู่กับข้อหาหมิ่นประมาท การแก้ไขครั้งนี้มีจุดที่อาจช่วยลดความรุนแรงของปัญหาเดิมลงได้ สามประเด็น ดังนี้

ดีขึ้น 3 ประเด็น

1) การเพิ่มคำว่า "โดยทุจริต หรือ โดยหลอกลวง" เข้ามาเป็นองค์ประกอบความผิดด้วย ซึ่งคำว่า "โดยทุจริต" มีคำนิยามอยู่ในมาตรา 2 ของประมวลกฎหมายอาญา หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ดังนั้นการเพิ่มคำว่า "โดยทุจริต หรือ โดยหลอกลวง" เพิ่มน้ำหนักให้เห็นชัดขึ้นว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 14(1) มุ่งไปในทางจะเอาผิดกับการหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่เจตนาหลอกลวง ไม่ทำให้ผู้แสดงความเห็นได้ประโยชน์ใดๆ อันมิควรได้ ก็ไม่น่าจะตีความให้ผิดตามมาตรา 14(1) ได้

2) การเพิ่มวรรคสอง โดยกำหนดให้การกระทำความผิดมาตรา 14(1) ที่มีผู้เสียหายเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ได้จงใจหลอกลวงประชาชนทั่วไป เป็นความผิดอันยอมความได้ น่าจะแก้ปัญหาได้มาก โดยเฉพาะคดีที่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความเพราะตกลงกันได้แล้ว คดีก็ต้องจบไปจากศาล ไม่ต้องพิจารณาคดีต่อให้เป็นผลเสียต่อทุกฝ่าย

3) การเพิ่มวรรคสอง โดยกำหนดให้การกระทำความผิดมาตรา 14(1) ที่มีผู้เสียหายเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ได้จงใจหลอกลวงประชาชนทั่วไป ให้มีอัตราโทษลดลง คือ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท ช่วยให้ปัญหาที่จำเลยต้องเผชิญโทษสูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทจนเกินสมควรบรรเทาลงบ้าง แต่อย่างไรก็ดี อัตราโทษตามมาตรา 14(1) ที่แก้ไขใหม่นี้ก็ยังสูงกว่าอัตราโทษสูงสุดของการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

แย่ลง 1 ประเด็น
ขณะเดียวกัน มาตรา 14(1) ที่แก้ไขใหม่ ยังมีถ้อยคำหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาและดูจะเป็นผลร้าย ทำให้สถานการณ์การใช้มาตรา 14(1) ฟ้องคดี "ปิดปาก" การตรวจสอบแย่ลงกว่าเดิมได้ คือ 

คำว่า "ที่บิดเบือน" การเพิ่มคำนี้เข้ามาแสดงให้เห็นว่า ผู้ร่างกฎหมายจงใจจะให้นำมาตรา 14(1) มาใช้ฟ้องคดีต่อการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด แม้ว่าการแสดงความคิดเห็นนั้นอาจจะไม่ถึงกับเป็น "ข้อมูลเท็จ" โดยตรง 

ซึ่ง "ข้อมูลเท็จ" ก็เป็นความผิดอยู่แล้วตามกฎหมายเดิม การเติมคำว่า"ที่บิดเบือน" เช่นนี้ ทำให้มาตรา 14(1) ถูกเขียนให้ตีความได้กว้างขึ้นมาก ห่างไกลออกไปจากเจตนารมณ์เดิมที่มุ่งเอาผิดกับเพียงหน้าเว็บไซต์ปลอม จนครอบคลุมไปถึงการแสดงความคิดเห็นได้หลายรูปแบบ

คำว่า "บิดเบือน" ไม่เคยมีนิยามอยู่ในกฎหมายฉบับใดมาก่อน และไม่มีบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่แน่นอนตายตัวว่าจะต้องตีความอย่างไร จึงยากที่ประชาชนหรือแม้กระทั่งนักกฎหมายจะเข้าใจได้ว่า การนำเสนอข้อมูลหรือการแสดงความคิดเห็นแบบใดจะเป็นความผิดตามมาตรา 14(1) ฐาน"บิดเบือน" หรือไม่ 

โดยเฉพาะการวิเคราะห์สถานการณ์ การคาดการณ์อนาคต การวิจารณ์โดยใส่ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากข้อเท็จจริง ย่อมเสียงต่อการถูกดำเนินคดีได้ว่า "บิดเบือน" หากผู้ถูกวิจารณ์ไม่พอใจต่อความคิดเห็นเหล่านั้น

เราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วหลายกรณี ที่เป็นการตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 วรรคสอง จากการที่คนหลายกลุ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ แม้สิ่งที่วิจารณ์จะไม่ใช่ข้อมูลเท็จเสียทีเดียว เป็นเพียงความคิดเห็นจากการตีความร่างรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกัน หลายคดีผู้วิจารณ์ก็ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีได้แล้ว เช่น คดีกลุ่มประชาธิปไตยใหม่แจกใบปลิว คดีส่งจดหมายรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

เล่นลิเก"  1 ประเด็น
ประเด็นสุดท้าย การเขียนคำว่า"อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" เข้ามาด้วยนั้น ไม่น่าจะมีผลอะไรในทางกฎหมาย เพราะตามปกติการตีความว่า การกระทำใดจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาตามองค์ประกอบของมาตรา 326 ว่า เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือไม่ ส่วนการพิจารณาว่าการกระทำใดจะเป็นความผิดตามมาตรา 14(1) หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาว่า เป็นการนำเข้าข้อมูลเท็จ ข้อมูลปลอม หรือข้อมูลที่บิดเบือน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงหรือไม่ การตีความว่าการกระทำใดจะเป็นความผิดกฎหมายทั้งสองมาตรา ต้องพิจารณาองค์ประกอบของมาตรานั้นๆ ไม่มีการตีความความผิดสองฐานข้ามมาตราอยู่แล้ว 

การจะตีความและบังคับใช้มาตรา 14(1) ก็ต้องตีความตามองค์ประกอบความผิดที่เขียนอยู่ในมาตรา 14(1) เองอยู่แล้ว หากศาลเห็นว่าการกระทำใดเข้าข่ายผิดตามมาตรา 14(1) ก็สามารถลงโทษได้ และหากศาลเห็นว่าการกระทำเดียวกันเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย ก็ยังสามารถลงโทษทั้งสองฐานความผิดพร้อมกันได้ การเขียนว่า ความผิดตามกฎหมายมาตราหนึ่งๆ ไม่ใช่การกระทำความผิดตามกฎหมายอีกมาตราหนึ่ง เป็นวิธีการเขียนกฎหมายที่ไม่เคยมีมาก่อน และไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการตีความและบังคับใช้กฎหมายทั้งสองมาตรา

การเขียนกฎหมายลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นการพยายามแสดงให้เห็นว่า ผู้ร่างกฎหมายตั้งใจอยากแก้ปัญหาการใช้มาตรา 14(1) ซ้ำซ้อนกับข้อหาหมิ่นประมาทที่มีมาอยู่เดิม และเพื่อจะบอกสังคมว่าการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ครั้งนี้ ผู้ร่างได้แก้ปัญหาดังกล่าวให้แล้ว แต่ขณะเดียวกันเมื่อผู้ร่างใส่คำว่า "ที่บิดเบือน" เข้ามาด้วย การแก้ไขครั้งนี้จึงกลับส่งผลในทางตรงกันข้ามให้มาตรา 14(1) สามารถถูกตีความมาใช้เอาผิดการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์หรือตรวจสอบเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะได้ง่ายและกว้างกว่าเดิม

การเติมคำว่า "อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" จึงเป็นเสมือนการ "เล่นลิเก" ของผู้ร่างกฎหมาย เท่านั้น แต่กลับไม่ได้แก้ปัญหาหรือส่งผลทางกฎหมายใดๆ ได้เลย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 



วันศุกร์, มกราคม 20, 2560

“คนไทยจะชอบแต่ดราม่าหรือ”





ถามว่า “คนไทยจะชอบแต่ดราม่าหรือ” ตอบว่า ใช่ครับ ชอบทำกันประจำมานานแล้ว

ถ้าถามด้วยว่า พวกผู้พิพากษา ตลาการ ชอบอึดอัดใช่ไหม ตอบว่า ใช่ว่ะ แต่ผู้ที่ตอบเป็น ‘นักกฎหมาย’ ตามนิยามแบบไม่ตกยุค ไม่เห็นเขาอึดอัดอะไรนักหนา

ไม่เหมือนท่านผู้พิพากษาอาวุโสศาลเยาวชนฯ ภูเก็ต ซึ่งเคยสมัครเข้าเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ชวด ถูกทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์โฉบเอาไปกิน สอนวิชานิเทศศาสตร์แก่สื่อมวลชน

“หากินทางเป็นนักข่าวหรือพิธีกรรายการข่าว ก็น่าจะมีความรู้เรื่องพื้นๆ อย่างนี้บ้าง เป็นเรื่องของวิญญูชนแท้ๆ”

เรื่องพื้นๆ อย่างที่ว่าก็คือ “ให้คำนึงถึงผู้เสียหาย คนตาย” ไว้ก่อน ซึ่ง Atukkit Sawangsuk ตอบว่า “อ้าว ถ้าไม่ใช่คนผิดจริงล่ะ นี่สังคมกำลังช่วยกันแสวงหาความจริงอยู่ไม่ใช่หรือ”

ส่วน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ บอก “ผู้พิพากษาชอบตัดสินผิด เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุก ประชาชนจะอาเจียรแล้วนะ”

ทั่นผู้พิพากษา lectures วิชาวารสารศาสตร์ต่อ ข้นคลั่ก “สื่อสารมวลชนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและความคิดของประชาชน ท่านอาจมีสิทธิคิดและทำอย่างไรก็ได้ด้วยความมีอิสระเสรีที่ท่านต้องการ

แต่ต้องไม่ลืมว่า ขณะที่ท่านได้ร่ำเรียนหรือสร้างตัวขึ้นมาจนมีชื่อเสียงในศาสตรด้านสื่อมวลชนนั้น กระบวนการทางกฏหมายเขาก็มีศาสตร์ที่เขาร่ำเรียนกันมาและใช้กันอยู่เป็นหลักอันหนึ่งในสังคมมาถึงบัดนี้เป็นร้อยปีเศษแล้ว”

(http://www.matichon.co.th/news/432598)

หากแต่ทั่นคงไม่รู้ว่า ศาสตร์พิพากษาของท่านกับของนานาอารยะประเทศมันไม่เหมือนกัน ของไทยเอาแต่ใจตัวไปเสียทุกอย่าง เอาตนเป็นที่ตั้งยิ่งกว่ากฎหมาย





ดูแต่คดีที่หม่อมเต่านาถูกศาลสั่งปรับ ๕๐๐ บาทฐานไปนั่งจ้องหน้าอัยการระหว่างซักพยานคดีเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินนโยบายจำนำข้าว

(https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_21676)

อธึกกิตอีกแหละตอบข้อนี้ว่า “ไม่ทราบศาลท่านตีความอย่างไรจึงเห็นว่าผิดจริง เพราะคนเราเนี่ย การมองหน้ากันมันมีหลายลักษณะ ตั้งแต่มองหน้าเฉยๆ ไปจนจ้องตา หรือมองถมึงทึง หรือทำหน้าหาเรื่อง...

“เอาเป็นว่าต่อไป ใครไปศาล ก็อย่ามองหน้าพวกอัยการนะครับ อัยการท่านมองมาต้องรีบหลบตา”

พวกมือกำกฎหมายในรัฐบาลยุค คสช. นี่ล้วนวางก้ามเก่งแบบเผด็จการกันทั้งนั้น นายกฯ ขี้ฉุน ทหารชอบไปเยี่ยมบ้านขู่แม่ยายผู้เห็นต่าง อัยการเป็นนักเลงประตูน้ำใครมองหน้าไม่ได้

แล้วอย่างนี้จะอ้างได้อย่างไรว่า คสช. และลิ่วล้อ ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับฝักฝ่ายทางการเมืองและประชาชน

ไอสเปชเขาสรุปปัญหาประดุจเป็นจรเข้าขวางคลองสายธารประชาธิปไตย ๕ ประการ คสช. เข้าข่ายไปเสียแล้วสี่




คลิป "สั้น ๆ ทันเหตุการณ์" Sunai Chulpongsatorn's FB LIVE กรณี "ไผ่" กับ อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย




https://www.facebook.com/sunai.chulpongsatorn/videos/342688962796421/

ooo

Urgent Appeal ที่ อ.จรัล ส่งไปยัง องกรณ์ต่างประเทศที่สนใจเมืองไทย ในยุโรป และอเมริกา


Urgent Appeal for “Pai” Boonpattararaksa, Student Leader, Denied Bail for the 5th Time


“Pai”, Jatupat Boonpattararaksa, A community rights student leader who became a high-profile democracy campaigner after the wake of the May 2014 military coup, was denied bail for the 5th time.

Jatupat was arrested in early December and charged with royal defamation for sharing a BBC Thai biography of His Majesty the King. Police said the article contained offensive information. BBC Thai was not charged.

His bail was later revoked on the grounds he mocked the court. Under the law, suspects can be remanded to custody for seven consecutive sessions lasting a total 84 days.

The 5th deliberation on his bail request conducted in a secret proceeding. Reporters and rights observers were not allowed to attend.

Jatupat protested and was overruled by the court, then he ordered all his lawyers, except his father, Viboon, to leave the courtroom in symbolic protest.

“Pai believed that the procedure was illegitimate, and he didn’t want the lawyers to take part in it,” said Viboon.

I would like to draw attention to this human rights violation on the due process of fair trial. And would like to request you to voice support for “Pai”.

Thank you for your support,


Jaran Ditapichai
Coordinator of Free Thai and former National Human Rights Commissioner


Source: Khaosod English (January 20, 2017)



คลิป ทนายของ "ไผ่" จตุภัทร์ แถลงเรื่องกระบวนการไต่สวนคำร้องขอฝากขัง วันนี้ 20 ม.ค. 60





ด่วน!!! ทนายของ "ไผ่" จตุภัทร์ แถลงเรื่องกระบวนการไต่สวนคำร้องขอฝากขัง วันนี้ 20 ม.ค. 60

https://www.facebook.com/lawyercenter2014/videos/1197052220344630/


ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบอเมริกัน ไทย เดินชิลๆในเมืองฟิลาเดลเฟีย




https://www.facebook.com/sunai.chulpongsatorn/videos/342338316164819/

@ National Constitution Center - Philadelphia
.....




https://www.facebook.com/sunai.chulpongsatorn/videos/342351849496799/

@ Betsy Ross House - Philadelphia
.....





https://www.facebook.com/sunai.chulpongsatorn/videos/342356742829643/

@ Elfreth's Alley - Philadelphia
.....




https://www.facebook.com/sunai.chulpongsatorn/videos/342373242827993/

@Benjamin Franklin's Place of burial - Christ Church Burial Ground - Philadelphia

วันพฤหัสบดี, มกราคม 19, 2560

แดนปริมาณ : การส่งออกและรายจ่ายกองทัพ

แดนปริมาณ : การส่งออกและรายจ่ายกองทัพ

โดย กานดา นาคน้อย
อีเมล์ : dan.pariman@gmail.com
เพจมายด์ : https://www.minds.com/kandainthai

19 มกราคม 2560

เร็วๆนี้มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลทหารไทยจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี  รวมกันหลายปีก็เป็นหลักล้านล้านบาท   ข่าวนี้สอดคล้องกับข่าวในอดีตเกี่ยวกับภาระการคลังที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและการจัดซื้ออาวุธ

สถิติยอดนิยมที่มีผู้นำเสนอในอดีตเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การเพิ่มรายจ่ายกองทัพคือสัดส่วนของรายจ่ายกองทัพต่อผลผลิตประชาชาติ(จีดีพี)   ถ้าว่ากันด้วยสถิตินี้รายจ่ายกองทัพไทยก็เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของรายจ่ายกองทัพสหรัฐอเมริกา  [1]   แต่สถิตินี้ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่ากลาโหมไทยหรือกลาโหมสหรัฐฯใช้จ่ายอย่างไร   นำไปลงทุนเท่าไรและบริโภคเท่าไร     ไม่บ่งชี้ว่ารายจ่ายกองทัพมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาคเอกชนอย่างไร

ความสามารถด้านศักยภาพการป้องกันประเทศไม่ได้วัดกันที่จำนวนนายพลหรือจำนวนเครื่องบินรบหรือจำนวนเรือดำน้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ    แต่วัดจากความสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์    รายจ่ายกองทัพในประเทศอุตสาหกรรมมีบทบาทในการส่งเสริมการผลิตอาวุธด้วยการส่งเสริมการวิจัยและลงทุนโดยบริษัทอาวุธ   เช่น   บริษัทผลิตเครื่องบินรบ   บริษัทผลิตเรือดำน้ำ  ฯลฯ  บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ผลิตแค่อาวุธและนำเทคโนโลยีการบินและการเดินเรือไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อการพาณิชย์ด้วย  เช่น บริษัทเครื่องบินรบก็ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ด้วย   ดังนั้นรายจ่ายกองทัพในประเทศอุตสาหรรมก็สร้างงานให้ภาคเอกชนด้วย

ยกตัวอย่างสหรัฐฯซึ่งเป็นมหาอำนาจทางการทหาร    สหรัฐฯเป็นผู้ส่งออกอาวุธและเครื่องบินรายใหญ่    เมื่อวัดสัดส่วนการส่งออกอาวุธและเครื่องบินทั้งเครื่องบินรบและเครื่องบินพาณิชย์ของสหรํฐฯโดยสุทธิ (คือหักลบมูลค่านำเข้าแล้ว)  สหรัฐฯส่งออกโดยสุทธิมาตลอด [2]        ตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2558 ยอดส่งออกสุทธิดังกล่าวอยู่ระหว่าง 6%-16% ของรายจ่ายของกองทัพสหรัฐฯ [3]  


แต่ในกรณีของไทยยอดส่งออกสุทธิดังกล่าวติดลบมากกว่าเป็นบวก   หมายความว่าไทยนำเข้าโดยสุทธิบ่อยกว่าส่งออกโดยสุทธิ    ในรูปข้างล่างนี้ไทยส่งออกอาวุธและเครื่องบินในปี 2547 และ 2549-2553   ไม่ใช่ว่าไทยผลิตเครื่องบินเพื่อการส่งออกแต่ไทยขายเครื่องบินหรืออะไหล่เครื่องบินที่ซื้อมาในปีก่อนๆออกไปจึงนับว่าเป็นการส่งออก    มีการส่งออกอาวุธบ้างแต่มีสัดส่วนต่ำมาก    โปรดสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมายอดส่งออกสุทธิของไทยติดลบมาตลอด   หมายความว่าไทยนำเข้าอาวุธและเครื่องบินโดยสุทธิตั้งแต่ปี 2554  ในปี 2558 ยอดนำเข้าสุทธิสูงถึง 50% ของรายจ่ายกองทัพ



ขอย้ำว่าสถิติส่งออกและนำเข้าเครื่องบินที่ใช้คำนวณในรูปนี้รวมทั้งเครื่องบินรบและเครื่องบินพาณิชย์    เพราะผู้ผลิตเครื่องบินรบก็ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ด้วย   และบทความนี้ต้องการนำเสนอผลกระทบต่อภาคการผลิตเพื่อส่งออก

นอกจากอุตสาหกรรมอาวุธและเครื่องบินแล้ว   ยังมีอุตสาหกรรมอื่นที่ได้ประโยชน์จากรายจ่ายกองทัพ อาทิ  อุตสาหกรรมอุปกรณ์สื่อสาร   อุตสาหกรรมยา  ฯลฯ   แต่บทความนี้นำเสนอเพียง 2 อุตสาหกรรม   ถ้ารวมอุตสาหกรรมอื่นเข้าไปด้วยก็จะเพิ่มมูลค่าส่งออกสุทธิของสหรัฐฯขึ้นไปอีก    นอกจากนี้มูลค่านำเข้าที่ใช้ในการคำนวณนี้เป็นมูลค่าที่ผู้นำเข้าจ่ายให้ผู้ขายต่างชาติไม่ใช่มูลค่าที่จ่ายโดยผู้ใช้อาวุธและผู้ใช้เครื่องบิน    มูลค่าที่จ่ายโดยผู้ใช้อาวุธและผู้ใช้เครื่องบินสูงกว่านั้นเพราะผู้นำเข้าย่อมบวกกำไรเข้าไปตอนขายให้ผู้ใช้

เนื่องจากรายจ่ายกองทัพสหรัฐฯมีผลเชิงบวกต่อการผลิต  การส่งออก(และการสร้างงาน)ที่สหรัฐฯ    จึงมีฐานเสียงและนักวิชาการที่สนับสนุนการเพิ่มรายจ่ายกองทัพสหรัฐฯ    แต่ขณะเดียวกันก็มีฐานเสียงและนักวิชาการที่สนับสนุนการลดรายจ่ายกองทัพเพื่อนำงบประมาณไปใช้จ่ายด้านอื่น เช่น ใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาล  ลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง ฯลฯ   กลุ่มไหนจะมีอิทธิพลต่อนโยบายก็แล้วแต่ว่าฐานเสียงฝ่ายใดมากกว่ากัน

แต่ในกรณีของไทย   รายจ่ายกองทัพไทยไม่ได้ส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออก  ดังนั้นก็ยากที่จะอ้างอิงปัจจัยด้านเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนรายจ่ายกองทัพไทย

หมายเหตุ
[1] ที่มา : ธนาคารโลก http://data.worldbank.org/indicator/MS.MIL.XPND.GD.ZS
[2] ในฐานข้อมูล UN Comtrade โดยสหประชาชาติ    รหัสอุตสาหกรรมอาวุธคือ HS code 93 และรหัสอุตสาหกรรมเครื่องบินคือ HS code 88: https://comtrade.un.org/data/
[3] ที่มา : ธนาคารโลก http://data.worldbank.org/indicator/MS.MIL.XPND.CN




สองผู้ลี้ภัยไทยลุยกรุงวอชิงตัน (ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย และ ดร.สุนัย จุลพงศธร) ‘ให้การ’ หน่วยงานคองเกรสและองค์กร Think Tank อัพเดทสถานการณ์เกี่ยวกับประเทศไทยล่าสุด





สองผู้ลี้ภัยไทยลุยกรุงวอชิงตัน ‘ให้การ’ หน่วยงานคองเกรสและองค์กร Think Tank

สองวันก่อนจะถึงงานสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีดอแนลด์ ทรั้มพ์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในใจกลางกรุงวอชิงตัน ดีซี สองผู้ลี้ภัยจากการรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อสามปีที่แล้ว ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย และ ดร.สุนัย จุลพงศธร ตระเวณเข้าพบบรรดาเจ้าหน้าที่ของวุฒิสมาชิกและสภาผู้แทนฯ สหรัฐ

เพื่อให้การอัพเดทสถานการณ์เกี่ยวกับประเทศไทยล่าสุด หลังจากที่มีการเปลี่ยนรัชกาลและการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ กับความคาดหวังต่อการเลือกตั้งที่จะเป็นไปได้เพียงใด

อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ประธานกรรมาธิการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยเดียวกัน ได้พบกับผู้ช่วยงานวิจัยของกรรมาธิการต่างประเทศวุฒิสภา บ็อบ คอร์เกอร์ แห่งเท็นเนสซี ซึ่งติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ทว่ารับฟังข้อมูลเพิ่มเติมและข้อคิดจากผู้ลี้ภัยทั้งสองอย่างจดจ่อ

ในวันเดียวกันคณะของสองอดีตนักการเมืองพรรคเพื่อไทยยังได้พบกับเจ้าหน้าที่แผนกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์กรวิจัยด้านนโยบายในความสัมพันธ์ของสหรัฐกับนานาประเทศ ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศหญิง แมเดอลีน อัลไบร๊ท์ เป็นประธาน

และรับทราบว่าได้มีการระงับการซ้อมรบร่วมกันของสหรัฐกับประเทศในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์สำหรับปีนี้

อีกทั้งยังมีข่าวน่าเชื่อถือกระจายในหมู่องค์กร Think Tank ด้วยว่า รัฐบาลใหม่สหรัฐจะยังคงมอบหมายให้เอกอัคราชทูต กลิน เดวี่ส์ ปฏิบัติหน้าที่ประจำประเทศไทยต่อไป





ช่วงบ่ายต้นๆ ก่อนการพบกับเจ้าหน้าที่หน่วยงาน NDI (National Democratic Institute) ดร.จรัล มีนัดพบกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐเป็นการเฉพาะต่างหากด้วย

รุ่งขึ้นอีกวันก็มีการพบกับองค์กร Think Tank อีกแห่งหนึ่งเช่นกัน โดยมีผู้สันทัดกรณีประเทศไทยของหน่วยงานและบริษัทเอกชนอเมริกันหลายรายได้รับเชิญเข้าสนทนาด้วย ในภาคเช้า

ส่วนภาคบ่ายเป็นการพบปะกับเจ้าหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย แบรด เชอร์แมน ที่ตึกสำนักงานหน้าคองเกรส คุยเรื่องอะไรขออุบไว้ก่อน มีเรื่องฮิวแมนไร้ท์อินไตแลนเดียอยู่ด้วย

แน่นอนเขาไม่ได้ยกตัวอย่างเหตุเพิ่งเกิดในกรุงเทพฯ วานนี้ (แต่ก็มีสายต่อถึงกัน จะแจ้งภายหลังย่อมได้)

เรื่องที่มีตำหวดสามคนไปเยี่ยมบ้านหญิงสูงอายุคนหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยโผล่ไปโดยไม่นัดหมาย ไม่เคยรู้จักมักจี่ ไม่มีคดีอะไรติดพัน

เว้นแต่ว่าคุณยายเป็นมารดาของสุภาพสตรีไทยคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของอดีตนักข่าวรอยเตอร์ประจำกรุงเทพฯ มีลูกชายเล็กๆ ด้วยกันหนึ่งคน ปัจจุบันกลับไปอยู่บ้านที่สก็อตแลนด์ และต้องหย่าขาดจากภรรยา เพราะไทยฮุนต้ารังควาญหนัก เนื่องจากอดีตสามี ‘is very critical of the Thai monarchy’





‘พลอย’ นพวรรณ บันลือศิลป์ อดีตภรรยาของ Andrew MacGregor Marshall โพสต์เฟชบุ๊คว่า “เรียนตำรวจไทย

ดิฉัน นางสาวนพวรรณ อยากจะขอชี้แจงให้ทุกท่านทราบว่าดิฉันไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว และยืนยันอีกครั้งว่าดิฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของแอนดรูว์ ดิฉันไม่เข้าใจว่าวันนี้เจ้าหน้าที่สันติบาลจะไปพบแม่ของดิฉันที่บ้านที่ไทยเพื่ออะไร และบอกอีกด้วยว่าจะกลับมาอีกอาทิตย์หรือสองอาทิตย์...

ดิฉันใคร่ขอให้พวกท่านยุติการเคลื่อนไหวที่ทำให้ครอบครัวดิฉันกังวลและเดือดร้อนเพราะพวกคุณก็รู้ว่าเราบริสุทธิ์ โดยเฉพาะครอบครัวของดิฉันที่ไทยซึ่งไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับแอนดรูว์เลย

และการที่แอนดรูว์เป็นพ่อของชาลีมันก็ไม่ได้หมายความว่าดิฉันต้องมีส่วนรู้เห็นกับสิ่งที่เค้าทำ หรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เค้าทำ ซึ่งดิฉันก้อยืนยันไปแล้ว...

ถ้าคุณมีปัญหากับแอนดรูว์ กรุณาไปสถานทูตของสหราชอาณาจักร และไปทำการเรียกร้องส่งตัวแอนดรูว์ไปไทย อย่าไปทำให้ครอบครัวของดิฉันที่ไทยต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่เค้าไม่ได้ทำเถอะค่ะ”

คนอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนบน ‘เฟช’ ของนายมาร์แชลและ น.ส. นพวรรณ ไปคอมเม้นต์เรื่องนี้กันบานตะไท เนื่องจากการกระทำเช่นนั้นของตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าข่าย harassment ตามกฎหมายในนานาอารยะประเทศ

แอนดรูว์เองก็เขียนว่า “หยุดก้าวร้าวคุกคามครอบครัวของพลอยเสียที เพียงเพราะว่าเธอเคยแต่งงานกับผมและเป็นมารดาของชาลี ลูกชายผม...

ตำรวจนอกเครื่องแบบถึง ๒๐ คนเคยจู่โจมไปบ้านของพลอยแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม พวกนั้นนำตัวเธอไปสอบสวนที่สถานีตำรวจอยู่ ๕ ชั่วโมง

รัฐบาลอาการหนักแบบไหนกันนี่ ที่กลั่นแกล้งพลเมืองของตนเองอย่างนี้” คุณมาร์แชลเหลืออด

แบบไหนไม่ทราบหรอก แต่เห็นมีคอมเม้นต์หนึ่งในนั้นบอกว่า “ตำรวจทำอย่างนี้เหมือน ‘เล็บดี’ ลอบกัด”

'ปลูกป่า ๓ อย่าง เพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง' เมื่อเชียงใหม่จัดการตนเอง

เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม (CSE)

ชำนาญ จันทร์เรือง

อีกก้าวหนึ่งของคนเชียงใหม่ที่จะ จัดการตนเอง (self determination) ก็คือการจัดตั้งบริษัทเชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด หรือในภาคภาษาอังกฤษว่า Chiang Mai Social Enterprise (ในบทความนี้ผมจะเรียกย่อๆว่า CSE) ซึ่งได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมและเรื้อรังของเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานหลายๆปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญหาหมอกควันที่สร้างความเสียหายต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจของเชียงใหม่อย่างมหาศาล

คำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ประกอบด้วย Enterprise คือการประกอบการหรือวิสาหกิจ กับคำว่า Social คือสังคม และเมื่อนำคำดังกล่าวมารวมกันจึงเกิดคำใหม่ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมคือ การประกอบการเพื่อสังคม ซึ่งถือเป็นคำเดียวกับ กิจการเพื่อสังคม

ส่วนความหมายที่เป็นทางการที่มีอยู่นั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ นิยามว่า

วิสาหกิจเพื่อสังคมหมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ หรือมีเป้าหมายในการจัดตั้งตั้งแต่แรกเริ่มในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนสังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยมิได้มุ่งสร้างกําไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน

และนําผลกําไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปลงทุนในกิจการของตนเอง หรือใช้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกําหนด

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise มีหลัก 5 ประการ คือ

1)มีเป้าหมายเพื่อสังคม มิใช่เพื่อกำไรสูงสุด
2)เป็นรูปแบบธุรกิจที่รายได้หลักมาจากการขายสินค้าและบริการ มิใช่เงินจากรัฐหรือเงินบริจาค
3)กำไรต้องนำไปใช้ในการขยายผล มิใช่นำไปปันผลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
4)บริหารจัดการตามหลักgood governance
5)ต้องจดทะเบียนในรูปแบบบริษัท

CSE น่าสนใจอย่างไร

1)เป็นการรวมตัวกันของคนเชียงใหม่ล้วนๆ ตั้งแต่ประชาชนในรากหญ้า นักวิชาการ นักธุรกิจในท้องถิ่นทุกระดับทั้งจากที่เป็นและไม่ได้เป็นสมาชิกหอการค้าหรือสภาอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย โดยไม่ได้พึ่งพิงจากบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ๆ ของไทยแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระจายหุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมและไม่ถูกครอบงำจากผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่ง ซึ่งผมขอไม่ยกตัวอย่างรายชื่อผู้ถือหุ้นเพราะเกรงว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวบุคคลไปเสีย

2)เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพลเมืองที่ไม่รอให้การแก้ปัญหาจากภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลอย่างแท้จริงหากขาดเสียซึ่งการมีส่วนร่วมจากประชาชนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับปัญหามาโดยตลอด

CSEทำอะไร

1)ปลูกป่า 3 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้ก่อสร้าง ไม้กินได้ เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง คือ ใช้เป็นฟืนสำหรับหุงต้มและใช้สอยเบ็ดเตล็ด ใช้สร้างและซ่อมแซมที่พักอาศัย ใช้เป็นอาหาร และเป็นการอนุรักษ์ต้นน้ำ ในหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนองความต้องการของชุมชนและฟื้นป่าและระบบนิเวศน์ต้นน้ำ

2)เกษตรอินทรีย์ เช่น พืชผักผลไม้ พืชสมุนไพร และปศุสัตว์ โดยการพัฒนาศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์ของชุมชน, การเตรียมพื้นที่และแหล่งน้ำเพื่อรองรับการทำวนเกษตรอินทรีย์ของชุมชน,การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการปัจจัยการผลิตชุมชน,การพัฒนาระบบปศุสัตว์ครบวงจรเพื่อส่งเสริมวนเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืนและส่งเสริมการปลูกและจัดจำหน่ายข้าวไร่และ/หรือเมล็ดทานตะวันวนเกษตรอินทรีย์ หรือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกซังข้าวโพดที่เกษตรกรส่วนใหญ่มักใช้วิธีเผาจนทำให้เกิดหมอกควัน

3)การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยเน้นแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมนำเที่ยวและไกด์ อาหารและภัตตาคาร ที่พักและของขวัญของที่ระลึก

4)การแปรรูปไม้ จากสวนป่าเศรษฐกิจชุมชน เช่น ไม้ไผ่ ไม้สักหรือไม้จากการตัดแต่งกิ่ง

5)การจัดการพลังงานทดแทน ในรูปแบบชุมชนพลังงานสีเขียว (green energy) เช่น การผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากซังและเปลือกข้าวโพด ฯลฯ

ซึ่งทั้ง 5 เรื่องที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่างานต่างๆนี้ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญและความยากง่าย และลำพังตัว CSE เองจะทำอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ไม่ได้แต่ต้องร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่ง CSE เราก็ได้มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น และมีความเห็นร่วมกันว่า

พื้นที่ในชั้นแรกนี้จะเน้นไปที่อำเภอแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเผามากที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ แม้ว่าจะมีประกาศห้ามเผาในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งก็ตาม แต่ก็ยังมีการลักลอบเผาและระดมเผาเมื่อพ้นจากช่วงระยะเวลาประกาศห้าม ซึ่งการแก้ปัญหาการเผาเหล่านี้จำเป็นต้องมีสิ่งที่ไปทดแทนให้เกษตรกรนอกเหนือการโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือการลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งก็คือวิธีการข้างต้นทั้ง 5 วิธีนั่นเอง

เชียงใหม่ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นต้นแบบของความเป็นพลเมืองเข้มแข็งมาแล้วอย่างต่อเนื่อง เช่น การริเริ่มแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองจนภาคประชาชนได้มีการเสนอร่าง พรบ.เชียงใหม่มหานครฯ สู่สภาฯ ไปแล้ว แต่ต้องสะดุดอยู่เพราะเหตุที่สภาถูกยกเลิกไป แต่อย่างไรก็ตามจังหวัดอื่นๆ ก็ได้นำไปเป็นต้นแบบในการจัดการตนเองอย่างแพร่หลาย และพร้อมที่จะดำเนินการต่อไปเมื่อเข้าสู่ภาวะปกติ

เชียงใหม่เป็นต้นแบบของการเกิดขึ้นของสภาพลเมืองที่คอยเสนอแนวความคิดและตรวจสอบถ่วงดุลการดำเนินการที่มีผลกระทบต่อท้องถิ่น เช่น กรณีขนส่งสาธารณะ, กรณีข่วงหลวงเวียงแก้ว, กรณีการสร้างที่พักในวัดอู่ทรายคำจนต้องมีการทบทวนและตรวจสอบจากภาคประชาชน หรือการมีแนวคิดจะสร้างคอนโดในที่ของกรมธนารักษ์ที่อยู่ในย่านสถานศึกษาจนต้องคืนพื้นที่ให้ชุมชนเพื่อจัดทำเป็นสวนสาธารณะ เป็นต้น

ผมเชื่อว่าการจัดตั้ง CSE ในครั้งนี้ก็จะเป็นการจุดประกายให้แก่จังหวัดอื่นๆ ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนแก้ไขปัญหาร่วมกับภาครัฐสมดังคำกล่าวที่ว่า

ไม่มีใครรู้ปัญหาของท้องถิ่นดีกว่าคนในท้องถิ่น” นั้นเอง

----------

หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 18 มกราคม 2560