วันอังคาร, พฤษภาคม 30, 2560

ระวัง! การแก้ไขกฎหมายบัตรทอง ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค รัฐต้องฟังเสียงผู้ใช้สิทธิ (stakeholders) ก่อนจะแก้ไข!




เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ยื่นหนังสือ “ปิยะสกล” ขอประชาชนมีส่วนร่วมแก้ กม.บัตรทอง
ภาพจาก มติชน

ไม่ยกเลิก 30 บาทก็จริง แต่กำลังจะแก้กฎหมายลดสิทธิประชาชนแทน

Mon, 2017-05-29 22:48
ที่มา ประชาไท

โดย ประสาร ประดิษฐโสภณ
เครือข่ายนักสื่อสารชุมชน

นับตั้งแต่ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุขและประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดบัตรทอง) ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขกฎหมายบัตรทองหรือ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาต พ.ศ.2545 ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 ข่าวความคืบหน้าของการแก้ไขปรากฎผ่านสื่อน้อยมาก นั่นเพราะคณะกรรมการฯ ชุดนี้ทราบดีว่าหากเปิดเผยความเคลื่อนไหวของการแก้ไขจะเกิดแรงต่อต้านที่รุนแรงตามมาก และทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล คสช.ต่อสิทธิ 30 บาทเสียหาย จึงทำให้ช่วงที่ผ่านมาประชาชนรับรู้ความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายบัตรทองที่เกี่ยวพันโดยตรงกับประชาชนน้อยมาก

กระทั่งไฟท์บังคับเมื่อคณะกรรมการฯ ต้องรายงานเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกว่าบอร์ดบัตรทอง (แม้สื่อจะเรียกว่าบอร์ด สปสช. แต่ในฐานะประชาชนเห็นว่านี่ไม่ใช่บอร์ดของสำนักงานแต่เป็นบอร์ดที่เป็นตัวแทนของประชาชน)

ทั้งนี้เป็นที่รู้กันดีว่าบอร์ดบัตรทองนั้นถ่ายทอดสดให้สื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมรับฟังด้วย วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันประชุมบอร์ด มีวาระรายงานความก้าวหน้าเรื่องแก้ไขกฎหมายบัตรทองให้บอร์ดบัตรทองรับทราบ สื่อที่รอคอยเรื่องนี้มานานจึงรายงานทันทีว่ามีประเด็นใดบ้างที่ถูกแก้ไข และนั่นอาจจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ประชาชนได้รับรู้ว่าจะเกิดอะไรบ้างกับกฎหมายบัตรทองนี้

การแก้ไขกฎหมายบัตรทองนี้ตั้งเป้าให้เสร็จภายใน 6 เดือน อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าร่างแรกมีหน้าตาอย่างไร มีประเด็นใดบ้างที่ถูกปรับเปลี่ยน และจะส่งผลกระทบด้านบวกหรือลบกับประชาชนอย่างไร

ท่ามกลางกระแสข่าวล้มบัตรทอง ยกเลิก 30 บาทที่ถาโถมมาเป็นระยๆ ตั้งแต่มีรัฐบาล คสช.นั้น ได้ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจว่ารัฐบาลจะทำให้สิทธิ 30 บาทดีขึ้นได้อย่างไร ข้อกังขาของประชาชนคือ ไม่ยกเลิก 30 บาท แต่กำลังจะทำให้ 30 บาทแย่ลงด้วยการลิดรอนสิทธิของประชาชน และเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายที่ทำอย่างปกปิด ก็ทำให้ความระแวงนี้ขยายวงกว้าง

ร่างกฎหมายที่กำลังแก้ไขอยู่นี้มีประเด็นที่ลิดรอนสิทธิประชาชนเต็มๆ 2 ประการ นั่นคือ

1.เพิกเฉยการแก้ไขกฎหมายให้ สปสช.ทำหน้าที่จัดซื้อยาที่จำเป็น

นับตั้งแต่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามา ผู้ป่วยได้เข้าถึงยาจำเป็นแต่มีราคาแพง ด้วยหลักการบริหารจัดการที่บอร์ดบัตรทองให้ สปสช.ทำหน้าที่จัดซื้อยารวมได้ แต่เรื่องนี้ถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้ให้บริการมาโดยตลอด แม้จะมีการพิสูจน์ว่าประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดงบประมาณซื้อยาลงได้ถึง 50-80% ก็ตาม ล่าสุดคือการมีคำสั่งจาก คตร.ห้ามไม่ให้ สปสช.ทำหน้าที่นี้ โดยบอกว่ากฎหมายไม่อนุญาตให้ทำได้ แต่ปรากฎว่าเมื่อสั่งห้ามไปแล้ว โรงพยาบาลและผู้ป่วยได้รับความเดือดร้อน คสช.จึงกลับลำด้วยการออกคำสั่งมาตรา 44 ให้ สปสช.ทำหน้าที่จัดซื้อยาได้

และเมื่อ รมว.สาธารณสุขตั้งคณะกรรมการแก้ไขกฎหมาย โดยหลักการเมื่อประชาชนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่กฎหมายไม่ระบุให้ทำได้ ก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ทำได้ เรื่องก็จบ ผู้ป่วยได้ประโยชน์ โรงพยาบาลทำงานได้เต็มที่ ไม่ต้องพะวงเรื่องการบริหารจัดการยาว่าจะมีพอให้ผู้ป่วยหรือไม่

แต่เรื่องไม่เป็นเช่นนั้น คณะกรรมการแก้ไขกฎหมายนี้ไม่ได้แก้ไขให้ สปสช.ทำหน้าที่จัดซื้อยาได้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรทำไม่ใช่แค่ซื้อยา แต่ต้องมีการจัดระบบให้ รพ.มียาใช้ ผู้ป่วยเข้าถึงยา

การทำหน้าที่จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่ สปสช.ทำหน้าที่นี้โดยซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรมมาตั้งแต่ ปี 2553 นั้น ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ซื้อเท่านั้น แต่มีการบริหารจัดการเพื่อให้ รพ.มียาและเวชภัณฑ์นั้นใช้และเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาในทุกสถานการณ์ โดยดำเนินการในรูปแบบ VMI หรือการบริหารสินค้าคงคลังร่วมกับองค์การเภสัชกรรม

การจัดหายาระดับประเทศ (Central procurement) นอกจากจะทำให้สามารถต่อรองราคาลงได้ 50-80% และยังมีการจัดระบบการขนส่งยาที่เหมาะสม ถึงแม้ในพื้นที่ห่างไกล หรือในช่วงสถานการณ์พิเศษ เช่น ภัยพิบัติ น้ำท่วม ลดภาระหน่วยบริการในการจัดหาและสำรองยาและที่สำคัญ คือทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาจำเป็นในเวลาที่เหมาะสมอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนทุกครั้งคือ กรณีน้ำท่วม ผู้ป่วยล้างไตในพื้นที่น้ำท่วมไม่เคยขาดน้ำยาล้างไต เพราะมีการบริหารจัดระบบขนส่งยารองรับ ต่างกันกับกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาล ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ โรงพยาบาลยังมีปัญหาแม้กระทั่งน้ำเกลือที่ใช้กับผู้ป่วย แต่ละโรงพยาบาลต้องจัดการขอยืมน้ำเกลือกันเอง มีบ้างไม่มีบ้างก็ทำกันไปตามยถากรรม ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากที่ไม่เคยมีการแก้ไข

หรือเมื่อเร็วๆ นี้ HRIG (อิมมูโนโกลบุลินที่ให้กับผู้ป่วยภายหลังการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า พบว่าสามารถป้องกันการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าได้ เมื่อร่วมกับการให้วัคซีน) ขาดแคลนทั่วประเทศ เจ้าภาพอย่าง สธ.ก็ไม่จัดการเรื่องนี้ ปล่อยให้แต่ละโรงพยาบาลเผชิญชะตากรรมวิ่งยืมยากันเอง เมื่อยืมไม่ได้ก็ต้องส่งต่อผู้ป่วยไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังไม่มียา นั่นหมายความต้องปล่อยคนไข้ไปตามยถากรรมทั้งที่เป็นระบบที่สามารถบริหารจัดการได้

ล่าสุดมียาหลายตัวขาด ก็ยังไม่สามารถจัดซื้อมาได้ ปล่อยให้โรงพยาบาลแก้ไขกันเอง ทั้งที่หากจัดระบบแบบที่ สปสช.ทำกับกลุ่มยาที่จัดซื้อ ก็แก้ปัญหาได้แล้ว

แบบนี้จะเชื่อใจได้อย่างไรว่าจะดีไม่น้อยไปกว่าเดิม และอีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีงบประมาณ 2560 เริ่มปีงบประมาณใหม่ 2561 แล้ว สธ.วางแผนเรื่องนี้ไว้อย่างไร จองยาไว้แล้วหรือยัง ประมาณการขั้นต่ำในการซื้อไว้หรือยัง ถ้ายังไม่ทำ รับรองได้ว่าปี 2561 โรงพยาบาลและผู้ป่วยต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนยาแน่นอน

เรื่องพวกนี้คนนอกกระทรวงสาธารณสุขไม่เคยรู้ว่าบริหารจัดการกันอย่างไร คนทำงานที่อยู่หน้างานจริงๆ ไม่มีใครกล้าออกมาพูด เพราะกลัวผลกระทบ แม้ รมว.สาธารณสุขจะยืนยันว่าในปี 2561 ที่จะให้ สธ.ทำหน้าที่นี้แทน ผู้ป่วยจะต้องได้รับบริการเท่าเดิมหรือดีกว่า แต่จะมีอะไรการันตีได้ ในเมื่อทุกวันนี้ สธ.ยังไม่เคยแก้ปัญหายาและเวชภัณฑ์ที่ยังมีปัญหาอยู่

น่ากังขาว่า ในเมื่ออยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง ทำไมจึงไม่แก้ให้ สปสช.ทำหน้าที่นี้ได้ทั้งที่เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่า รพ.และประชาชนได้รับประโยชน์จริงๆ แต่กลับไปแก้ไขเรื่องอื่นที่มีเป้าหมายเพื่อลิดรอนสิทธิประชาชน เพราะมองว่า 30 บาทคือภาระ ทั้งที่องค์การอนามัยโลกและประเทศที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ประชาชน เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มองว่านี่คือการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติ

เมื่อมองว่าเป็นภาระ รัฐบาลจึงต้องการลดภาระนี้ด้วยการลิดรอนสิทธิประชาชน โดยทำในเรื่องที่ 2 คือ

2.เปลี่ยนบอร์ดที่เป็นตัวแทนประชาชน เป็นบอร์ดที่ลิดรอนสิทธิประชาชนแทน

การเปลี่ยนบอร์ดบัตรทองที่มีเจตนารมณ์สำคัญให้ทำหน้าที่เป็นบอร์ดของประชาชนให้กลายเป็นบอร์ดของตัวแทนผู้ให้บริการไปแทน ด้วยข้อเสนอจากกระทรวงสาธารณสุขและตัวแทนวิชาชีพใน 2 ประเด็นสำคัญคือ 1.เพิ่มผู้แทนโรงพยาบาลแต่ละระดับและแต่ละสังกัดอีกรวมเป็น 7 คนเข้าไปในในบอร์ด และ 2.ให้ปลัด สธ.เป็นรองประธานบอร์ดบัตรทอง ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่วนใหญ่กลายเป็นมติ ขณะที่เสียงของกรรมการจากภาคประชาชน 2 คนที่เป็นเสียงข้างน้อยไม่ได้รับความสำคัญ ทั้งที่เรื่องนี้ควรพิจารณากันบนหลักการที่ถูกต้อง ไม่ใช่การใช้เสียงส่วนมาก

จากสถานการณ์นี้ก็สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า แต่ละกลุ่มเสนอผลประโยชน์เพื่อกลุ่มของตัวเอง จงใจละเลยประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

ถ้าเปรียบเทียบกับบริษัท กรรมการในบอร์ดคือตัวแทนของผู้ถือหุ้น บอร์ดบัตรทอง กรรมการก็คือตัวแทนของประชาชน บอร์ดบัตรทองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กรรมการที่เป็นตัวแทนประชาชนมีแค่ 5 คน และอีก 4 คนที่เป็นตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งตามโครงสร้างก็จะถูกปรับเหลือ 3 ที่เหลือเป็นหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข และผู้ทรงคุณวุฒิ แค่สัดส่วนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันการจะพิจารณาทำอะไรเพื่อประชาชนก็ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว เพราะจะถูกขัดขวางโดยตัวแทนของวิชาชีพ การยิ่งเพิ่มให้มีกรรมการที่เป็นตัวแทนโรงพยาบาลก็ทำให้บอร์ดนี้หลุดจากการเป็นตัวแทนของประชาชน และกลายเป็นตัวแทนของเจ้าของโรงพยาบาลและผู้ให้บริการไปเสีย ซึ่งนี่คือการบ่อนทำลายระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทางอ้อม และลิดรอนสิทธิประชาชนไปเรื่อยๆ

ขณะที่การให้ปลัด สธ.ทำหน้าที่เป็นบอร์ดบัตรทอง ก็เป็นเรื่องผิดหลักการแบ่งแยกผู้ซื้อบริการและผู้ให้บริการอย่างยิ่ง

บอร์ดบัตรทองที่ควรจะเป็นปากเสียงแทนประชาชน กำลังจะถูกทำให้กลายเป็นปากเสียงของโรงพยาบาลแทน หากปล่อยให้เกิดการแก้ไขเรื่องนี้ สิทธิประชาชนในระบบ 30 บาทจะด้อยไปเรื่อยๆ เพราะตัวแทนโรงพยาบาลย่อมต้องนึกถึงผลประโยชน์ของโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก ผลประโยชน์นั้นมีตั้งแต่ โรงพยาบาลให้บริการไม่ไหว งบประมาณน้อย ขอให้บริการแค่นี้ เป็นต้น

และนี่คือหายนะครั้งสำคัญของระบบ 30 บาท การแก้ไขกฎหมายบัตรทองเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวพันกับชีวิตของประชาชน แต่กลับอยู่ในมือของคนไม่กี่กลุ่ม และกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งที่ต้องจับตาและเฝ้าระวังคือ การจัดประชาพิจารณ์แก้กฎหมายบัตรทองที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นเพียงแค่พิธีกรรมเพื่อเป็นตราประทับให้กฎหมายบัตรทองฉบับลดสิทธิประชาชนนี้หรือไม่.

ooo

ฟังเสียงผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ก่อนรัฐจะปรับปรุง





ที่มา คมชัดลึก

ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิบัตรทองราว 49 ล้านคน!!! เมื่อรัฐบาลจะมีแนวนโยบายในการปรับปรุงบัตรทองไปในทิศทางไหนจึงจำเป็นต้องฟังเสียงจากผู้ใช้สิทธิด้วย

ตลอด 15 ปีนับตั้งแต่ปี 2545 ที่ประเทศไทยมี “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือที่เรียกกันในยุคแรกว่า “30 บาทรักษาทุกโรค” ก่อนที่ปัจจุบันจะเปลี่ยนชื่อเล่นเป็น “บัตรทอง” ได้เพิ่มการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลให้แก่คนไข้จำนวนมาก ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิบัตรทองราว 49 ล้านคน!!! เมื่อรัฐบาลจะมีแนวนโยบายในการปรับปรุงบัตรทองไปในทิศทางไหนจึงจำเป็นต้องฟังเสียงจากผู้ใช้สิทธิด้วย

เอกวัฒน์ สุวันทโรจน์ ดีไซเนอร์อิสระ อายุ 41 ปี ผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย หนึ่งในผู้ใช้สิทธิบัตรทอง บอกว่า โรคฮีโมฟีเลีย หรือโรคเลือดออกง่าย เกิดจากกรรมพันธุ์ในลูกชาย และเป็นตั้งแต่เกิด จะมีอาการเลือดออกในข้อซ้ำซาก หากไม่ได้รับยาเลือดจะออกไม่หยุด

เมื่อ 20 ปีก่อนตอนที่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพฯให้คนไทย คนไข้โรคนี้ก็ต้องขวนขวายหายาเอง ซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง ขณะเดียวกันผู้ป่วยก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากนัก การเข้าถึงการรักษาจึงมีน้อย จนเมื่อ 10 ปีก่อนหลังมีหลักประกันสุขภาพฯ วันหนึ่ง นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในเวลานั้น ได้มาร่วมงานวันฮีโมฟีเลีย และบอกว่า“จะพยายามช่วยให้ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียได้รับสิทธิการรักษาจากหลักประกันสุขภาพฯ”





เอกวัฒน์ เล่าว่า จากนั้นมาคนไข้ในสิทธิบัตรทองจึงได้รับการตรวจวินิจฉัยและได้รับยามาใช้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง เป็นการเปลี่ยนคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคนี้อย่างมาก เนื่องจากคนไข้โรคนี้หากกระแทกโดนอะไรนิดหน่อยก็ต้องไปรอแพทย์ตรวจและรับยาบางครั้งใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง แต่ในช่วงเวลานั้นเลือดก็จะออกตลอดเวลา

เมื่อโรคนี้เข้าสู่สิทธิบัตรทอง คนไข้จะได้รับยาจากแพทย์มาไว้ที่บ้าน เมื่อมีอาการเลือดออกก็สามารถฉีดยาได้เองตั้งแต่เลือดเริ่มออกน้อยๆ เพราะหากเลือดออกมากก็จะยิ่งต้องใช้ยาปริมาณมากขึ้น จึงควรรีบฉีดยาตั้งแต่เลือดยังออกไม่มาก ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์สั่งจ่ายยาฮีโมฟีเลียให้คนไข้สิทธิบัตรทองได้ 49 แห่งทั่วประเทศ โดยเมื่อคนไข้ไปพบแพทย์ก็ได้รับยามาไว้ที่บ้าน บางคนรับ 3 เดือนครั้ง แต่บางคนก็รับบ่อยทุก 1 เดือนขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์

“เมื่อระบบจัดให้คนไข้มียาใช้ที่บ้านได้บวกกับคนไข้ไม่ต้องเสียค่ายาเอง โดยปัจจุบันบัตรทองจ่ายให้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นรุนแรงเดือนละราว 3 หมื่นบาทต่อคน หากเทียบกับต่างประเทศอาจจะไม่มาก แต่ช่วยประคับประคองชีวิตคนไข้ให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวัน ทำกิจกรรมต่างๆ และทำงานได้ จากการเข้าถึงบริการการรักษาในสิทธิบัตรทอง” เอกวัฒน์ กล่าวด้วยความตื้นตัน

การปรับปรุงระบบบัตรทอง เอกวัฒน์ มองว่า หากมีการปรับให้ดีขึ้นและไม่กระทบกับสิทธิของคนไข้ที่มีอยู่ก็เป็นเรื่องที่ดี ในส่วนของโรคฮีโมฟีเลียได้รับการเพิ่มสิทธิประโยชน์และงบประมาณทุกปี แต่ที่สำคัญ อยากให้มีการเพิ่มสิทธิให้แก่ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียกลุ่มหนึ่งที่เมื่อใช้ยาที่ได้ตามสิทธิแล้วร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมา จึงไม่สามารถใช้ยาชนิดนั้นได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นที่มีราคาแพงขึ้นกว่ายาเดิมถึง 3 เท่า แม้สิทธิบัตรทองพยายามช่วยตรงจุดนี้แต่ยังไม่ครอบคลุมเต็มที่





ไม่ต่างจาก สุภาวดี เชื้อสิงห์โต อายุ 59 ปี ผู้ป่วยโรคหัวใจ ซึ่งใช้สิทธิบัตรทองเช่นเดียวกัน เล่าว่า เดิมที่บ้านมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างและทำทัวร์ แต่หลังจากสามีเสียชีวิตก็ไม่ได้มีอาชีพอะไร อาศัยเงินที่พอมีเก็บอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งบ้านตั้งอยู่ใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงมีสิทธิรักษาพยาบาลบัตรทองอยู่ที่โรงพยาบาลปากเกร็ด ช่วงเวลาหนึ่งส่งต่อไปเข้ารับบริการรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้นอายุ 46 ปี มีอาการหายใจดังฟี้ดๆ เมื่อตรวจสุขภาพประจำปีแพทย์จึงส่งตรวจหัวใจ และรับยามารับประทานเรื่อยๆ เป็นเวลา 1 ปี

แต่เพราะโรงพยาบาลรามาฯ ค่อนข้างไกลจากบ้าน ทำให้เหนื่อยเมื่อต้องเดินทางไปโรงพยาบาล จึงขอย้ายมาเข้ารับการรักษาพยาบาลที่สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอยู่บริเวณแยกแครายแทน โดยใช้สิทธิบัตรทองเช่นเดิม เนื่องจากมีหนังสือส่งตัวจากโรงพยาบาลปากเกร็ดที่เป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์ เมื่อมารักษาที่นี่แพทย์บอกว่าต้องผ่าตัด เนื่องจากลิ้นหัวใจรั่ว ก็เข้าคิวรอผ่าตัดเป็นเวลา 1 ปี

สุภาวดีบอกว่า เมื่อทราบว่าต้องผ่าตัดก็เข้าไปสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายกับเจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้รู้ว่าตนเองควรเตรียมความพร้อมอย่างไร ต้องจ่ายส่วนต่างเท่าไหร่ ในใจก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะไม่ได้มีเงินเก็บมากมายอะไรนัก แต่เจ้าหน้าที่บอก 3.8 แสนบาท แต่โชคดีได้รับแจ้งว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้ครอบคลุมตามสิทธิบัตรทอง คนไข้จึงไม่ต้องจ่ายเงินเอง

“ก่อนเข้าไปถามเรื่องค่าใช้จ่ายก็กังวลนิดหน่อย คิดว่าจะอยู่จะไปจะได้รักษาหรือไม่ก็ตอนนี้ เพราะลำพังตัวเองคงไม่มีปัญญาหาเงินจำนวนหลายแสนมาเป็นค่าผ่าตัด ต้องตายแน่ถ้าไม่มีเงินจากบัตรทองมาช่วยเหลือ เมื่อบัตรทองดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายจึงเหมือนช่วยคนไข้ตายแล้วให้เกิดใหม่” สุภาวดีสะท้อนถึงบัตรทอง




หลังจากสุภาวดีเข้ารับการผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจแล้ว ต้องกินยาละลายลิ่มเลือดเป็นเวลา 1 เดือน หลังจากนั้นแพทย์นัดติดตามอาการทุก 6 เดือน โดยทุกครั้งที่เข้าใช้บริการก็ยังคงใช้สิทธิบัตรทอง ทุกวันนี้สุภาวดีเป็นจิตอาสาบริการคนไข้ที่โรงพยาบาล เช่น สระผม ตัดผม และร้องเพลง

สุภาวดี มีข้อเสนอต่อการปรับปรุงบัตรทองว่า ได้รับการฝากมาจากเพื่อนๆ ที่เข้ารับการผ่าตัดหัวใจหลายๆ คนว่า อยากให้พิจารณาเรื่องการส่งตัวกลับไปรักษายังโรงพยาบาลตามสิทธิหลังเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลที่ถูกส่งตัวมา เนื่องจากบางครั้งยาที่ได้จากโรงพยาบาลที่ผ่าตัดจะไม่เหมือนกับยาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ ทำให้คนไข้ไม่มีความต่อเนื่องในการได้ยาเดิม บางคนมีอาการเหนื่อยมากขึ้นเมื่อได้ยาใหม่จากโรงพยาบาลตามสิทธิ จึงอยากให้แก้ตรงจุดนี้ให้คนไข้สามารถไปรับยาจากโรงพยาบาลที่ผ่าตัดได้ไม่ต้องกลับมารับยาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ

นี่เป็นเสียงสะท้อนหนึ่งจากผู้ใช้บริการสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะเห็นได้ว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้คนไข้ได้เข้าถึงการรักษาเมื่อยามเจ็บป่วย

ติดตามซีรีส์บัตรทอง ตอน 2 บัตรทอง...ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข
จาก คมชัดลึก

วันจันทร์, พฤษภาคม 29, 2560

คสช.ไม่เข้าใจ “เดินหน้าประเทศไทย” เรทติ้งตก ถกปรับโฉมแก้ปัญหารายการ - ผลพวงรัฐประหาร





คสช.ถกแก้ปัญหารายการ 'เดินหน้าประเทศไทย' เรทติ้งตก

28 มีนาคม 2559
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

คสช. ถกแก้ปัญหารายการ "เดินหน้าประเทศไทย" เรทติ้งตก เตรียมปรับโฉมเน้นรายงานพิเศษ ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์แค่ รมต. หลังพบปชช. ปิดทีวีหนี

แหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ที่25มีนาคมที่ผ่านมา คสช.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำรายการโทรทัศน์ของ คสช. อาทิ ตัวแทนกรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทนกระทรวง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ อาทิ ช่อง3 5 7 9 11 เข้าร่วมหารือถึงการปรับปรุง “รายการเดินหน้าประเทศไทย” ที่ออกอากาศทุกวันหลังเคารพธงชาติในเวลา 18.00น. หลังจากคสช.พบว่า จำนวนผู้ชมของรายการเดินหน้าประเทศไทยมีน้อยมาก ซึ่งกระทบต่อการรับรู้และเข้าใจการทำงานของรัฐบาลและคสช.

โดยในที่ประชุมใช้คำว่า ช่วงเวลาดังกล่าวที่รายการออกอากาศ เป็นช่วงประหยัดไฟ30นาทีของประชาชน เพราะส่วนใหญ่พากันปิดทีวีเพื่อหนีรายการฯ และรอเปิดทีวีหลังจากรายการของคสช.จบ โดยมีการวิเคราะห์ถึงรูปแบบรายการที่ยึดแบบเดิมมานาน คือ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการสัมภาษณ์แต่ระดับรัฐมนตรี ดังนั้นที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่าจะปรับรูปแบบรายการให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

โดยจะทำเป็นรายงานพิเศษหรือสเปเชียลรีพอร์ท ที่ไม่ใช่แค่การนั่งสัมภาษณ์รัฐมนตรีเท่านั้น แต่จะต้องลงพื้นที่คุยกับเจ้าหน้าที่ ระดับปฏิบัติ เช่น อธิบดี ผู้อำนวยการกอง นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้าน ฯลฯ รวมถึงต้องลดความถี่ของระดับนโยบายลงเพราะที่ผ่านมาเสนอแต่เรื่องนโยบายอย่างเดียวเท่านั้น แล้วมุ่งนำเสนอใน 3 ประเด็น 1. นโยบาย 2. การปฏิบัติตามนโยบาย 3. ผลของการปฏิบัติ ที่จะต้องเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานชุดเล็กเพื่อวิเคราะห์และกำหนดประเด็นในอีก7วันข้างหน้า เพื่อมอบหมายให้สถานีโทรทัศน์ที่เข้าร่วมผลิตได้ทำประเด็นตามที่คณะทำงานชุดเล็กกำหนด

แหล่งข่าว เปิดเผยอีกว่า ในที่ประชุมไม่ได้มีการหารือถึงการปรับปรุงรายการคืนความสุขให้กับคนในชาติ ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ที่ออกอากาศเวลา20.15น. ทุกวันศุกร์แต่อย่างใด

ooo


...

ในภาพรวม ศก.ไทยโตช้าลงมาก เหลือปีละ 3% จากที่ก่อนรปห.เคยโตปีละ 4-5% ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ เขาโตกัน 5-7%

การส่งออกก็ติดลบทุกปีขณะที่ปท.เพื่อนบ้านส่งออกโตปีละเลขสองหลัก ปท.ไทยเปลี่ยนจากรับเงินทุนไหลเข้า กลายเป็นเงินทุนไหลออกสุทธิ สามปีนี้ ไหลออกรวม 6 หมื่นล้านดอลลาร์สรอ. มีทั้งทุนต่างชาติและทุนไทย ส่วนใหญ่ไหลไปปท.ข้างเคียงที่อนาคตสดใสกว่า

การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เข้ามาตั้งโรงงาน ที่เรียกว่า FDI) ลดฮวบจากหมื่นกว่าล้านดอลลาร์ในปี 56 เหลือแค่ 2.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 59

ต่างชาตินอกอาเซียนเคยนิยมมาลงทุนในไทยเป็นอันดับสอง รองจากสิงคโปร์ แต่ถึงปี 58 ไทยหล่นไปอันดับห้า ตามหลังสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา พม่า

ภาวะโตช้า เงินทุนไหลออก FDI หดหายไม่ได้เกิดจากรปห.57 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่เรียกว่า "กับดักปท.รายได้ปานกลาง" ที่เริ่มแสดงอาการในยุค 2540-48 ซึ่งถ้ามีรบ.เลือกตั้งที่มีเสถียรภาพ ดำเนินนโบายปรับโครงสร้างต่อเนื่องกัน เราก็อาจหลุดพ้น "กับดัก" นี้ได้

แต่ความขัดแย้งตั้งแต่ปี 49 ทำให้เสียเวลาไปสิบปี รปห.57 ทำให้ปัญหายิ่งแย่ลงไปอีก ดูท่าว่า ปท.ไทยจะจมอยู่ในสภาพนี้ และเสียเวลาต่อไปเรือย ๆ ๆ ๆ



พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


FootNote: ความคิด”เลื่อน”โรดแมป งอกมาจาก ”กปปส.”





FootNote:ความคิด”เลื่อน”โรดแมปงอกมาจาก”กปปส.”


29 พฤษภาคม 2017
ที่มา ข่าวสดออนไลน์


มีความคิดอยาก “เลื่อน”โรดแมป เลื่อน”การเลือกตั้ง”ดำรงอยู่อย่าง แน่นอน

แม้จะมั่นใจใน “อำนาจ” ของ “คสช.”

แม้จะมั่นใจใน “กฎกติกา” อันจัดวางไว้อย่างแน่นหนาภายใน “รัฐธรรมนูญ”

ทั้งในระหว่าง”เลือกตั้ง”และหลังจากนั้น

แต่ก็มีความไม่แน่ใจว่า พรรคการเมืองอันเป็น”พันธมิตร”จะสามารถเอาชนะ”ศัตรู”ได้

เห็นได้จากความหวาดระแวงต่อ”ภูมิใจไทย”

เห็นได้จากความหวาดระแวงว่า “ชาติไทยพัฒนา”อาจไปร่วม มือกับ “ศัตรู”

หวาดระแวงหนักเข้าก็นำไปสู่”ความกลัว”

แท้จริงแล้ว ความกลัวต่อ”ศัตรู”ในทางการเมืองมิได้หมายความว่าจะไร้รากฐานความเป็นมา

ถามว่าทำไมรัฐประหาร 2549 จึง”เสียของ”

คำตอบ 1 เห็นได้จากความพ่ายแพ้อันปรากฏผ่านการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550

คำตอบ 1 เห็นได้จากการเคลื่อนไหวตลอดปี 2551

แม้จะขยายกรอบ ขยายวงรุนแรงถึงขั้นยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน แต่ก็ต้องลงเอยด้วยคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองโดยศาลรัฐธรรมนูญ

ไม่เพียงแต่ “พลังประชาชน”เท่านั้น หาก”ชาติไทย”และ”มัฌชาธิปไตย”ก็โดนหางเลขไปด้วย

แต่เลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 ก็แพ้อีก

ปมเงื่อนที่ความหวาดกลัวว่าอาจจะ”เสียของ”ผ่านกระบวนการเลือกตั้งยังมาจากภายใน”กปปส.”

มีความพยายามเข้าไปใน”ประชาธิปัตย์”

แต่จนแล้วจนรอดยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถยึด”ประชาธิปัตย์”ได้ตามเป้าหมาย

เพราะยังมีคนอย่าง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์

เพราะยังมีคนอย่าง นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ เพราะยังมีคนอย่าง นายสาธิต ปิตุเดชะ

ยิ่งทำให้”ลางแพ้” ปรากฏเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

จึงจำเป็นต้องดำเนินกลยุทธ์ 4 คำถามเพื่อสร้างเงื่อนไขเลื่อน

น้ำท่วมอย่างยั่งยืน... ฟังคลิป Voice TV LIVE! เมื่อไหร่ 'น้ำฝน' จะไม่ท่วม กทม.? คุยสด ๆ กับ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์




https://www.facebook.com/VoiceTVStream/videos/1969135529778695/




อยู่ก็อตแธมต้องดูแลตัวเอง...




กล้องก็พัง เลือกตั้งก็เลื่อน อยู่ก็อตแธมต้องดูแลตัวเอง

ที่มา เพจ 


หนังฝังมุก

...

เอ้า นี่กูมาอยู่ก็อตแธมตั้งแต่เมื่อไร หรือกูไม่ได้ย้าย เมืองมันย้ายมาหากูหรอ

มิตรสหายท่านหนึ่ง

"ลุงตู่" ฟังทางนี้ !! "ประชาชน" ตอบ 4 คำถาม





"ลุงตู่" ฟังทางนี้ !! "ประชาชน" ตอบ 4 คำถาม


ที่มา คมชัดลึก

28 พ.ค.60 - หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ตั้งคำถาม 4 ข้อ ให้ประชาชนแสดงความเห็น "คมชัดลึกออนไลน์" ได้เปิดให้ประชาชนแสดงความเห็นผ่านแฟนเพจเฟสบุ๊ค "คมชัดลึก" และ "เนชั่นสุดสัปดาห์ NationWeekend"

สำหรับคำถาม 4 ข้อ ของนายกฯ คือ

1.ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่
2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร
3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอนาคตประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปนั้น ถูกต้องหรือไม่
4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมควรจะมีโอกาสเข้าสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร





และนี่คือส่วนหนึ่งของข้อความตอบคำถามนายกฯ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อว่า พนม สินสกุล โพสต์ว่า ถ้า 4 เเนวทางที่คุณคิดว่ามันดี ทั่วโลกคงไม่ต้องมีประชาธิปไตยคุณนี่มะโนก่อนเลย 4 อย่างที่คุณคิดมันยังไม่เกิดขึ้นเลย แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงทุกวันนี้ เศรษฐกิจแย่คนจนเพิ่มมากขึ้น ทำมาหากินลำบาก คำว่าประชาธิปไตย ผิดถูก มันมีกฏหมายอยู่ในตัวขอมันอยู่แล้ว เข้าใจไหม
ผิดกับพวกเผด็จการมันมีแต่ถูกอย่างเดียวตรวจสอบก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ต้องถามประชาชน ใช้ม. 44 อย่างเดียวคุณว่าไหม

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Por Piboonwed โพสต์ว่าถ้าคิดแบบนี้ก็แสดงว่าตลอดเวลาที่ท่านเข้ามานั้น ล้มเหลวและไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นลยที่ทำไปทั้งหมดเท่ากับไร้ค่า ถ้าไร้ค่าก็เท่ากับว่าประเทศชาติเสียหาย ท่านควรพิจารณาตัวท่านเองและคณะทั้งหมดว่าจะลงทางไหน ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้ไม่ว่าจะลงยังไงก็ไม่สง่างาม เลิกสร้างภาพเถอะครับ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ สว่าง จันทร์ดง โพสต์ว่า จะได้รัฐบาลที่ดีหรือไม่ไม่รู้ต้องลองดูครับท่าน พรรคไหนก็ได้ที่เข้ามาแล้วบริหารประเทศให้ประชาชนยอมรับ ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนเลยครับท่าน ยิ่งอยู่ยิ่งแย่ หาทางลงเถอะท่าน

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Tutpong Suptanathaworn โพสต์ว่า ตอบแบบรวมๆนะครับ ใครก็ได้กลุ่มไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่กลุ่มนี้ ท่านนี้ จะขุดดินกินอยู่แล้วตอนนี้ ไม่ใช่ปัจจุบันนี้ไม่ดีนะครับ ตั้งแต่เป็นมาเห็นดีเรื่องเดียวคือ ไม่มีการทะเลาะระหว่าง 2 ฝ่าย

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Bunjob Chaidechasakun โพสต์ว่า ถามแบบไม่อยากให้มีเลือกตั้ง อยู่ยาวเลย หารันเวย์ลงล่ะกัน แหมเก่งอยู่คนเดียว

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Karkkak Jabpaha โพสต์ว่า ตั้งคำถามเหมือนรัฐประหารนี่ดีนักแล ตั้งคำถามเหมือนจะอยากอยู่ต่อ ตั้งคำถามเหมือนลงแข่งแล้วกลัวแพ้ ตั้งคำถามเหมือนไม่อยากให้มีประชาธิปไตย

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ เฉิลมพล สุทธพินทุ โพสต์ว่า ท่านตั้งคำถามประชาชน แล้วถ้าเกิดประชาชนถามกลับบ้าง ท่านอย่าโวยวายแล้วเดินหนีนะ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ อรรถพล เพชรคง โพสต์ว่า เก่งแต่ตั้งคำถามแล้วทำไมตนเองไม่ทำตามคำพูดละครับท่าน

สรุปที่ตั้งคำถามมาถามพวกพ้องตนเอง รึถามประชาชน

เมื่อคนดีไม่ลงเลือกตั้ง ก็เลือกคนเลวน้อยหรือมากแทน ถ้าเลือกมาไม่ดี ปชช.โทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง แนะ ปล่อยวาง ลงจากอำนาจ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Phra Tossaporn โพสต์ว่า ตอบง่ายนิดเดียว แต่คนถามแกล้งไม่รู้

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Nai Nan โพสต์ว่า ขอตามระบบเถิด คืนอำนาจให้ประชาชนเพราะเป็นของประชาชน

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Kim Kimberrywood โพสต์ว่า 1.ไม่คิดว่าจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล
2. ทำไงได้ก็เขามาจากการเลือกตั้งนิ ทรัมป์ยังมาจากการเรื่องตั้งเลย ประเทศประชาธิปไตยตัวพี่ยังเซ็ง
3. อันนี้ละเอียดอ่อนนะ ขอไม่ตอบ ต้องคุยกันหลายความคิดหน่อย จะให้ตอบใช่หรือไม่ดูโยนปัญหาไป
4. พวกโกงประเทศเอาเข้ามาทำงานทำไม คนเก่งมีทั่วประเทศแต่เขาเอือมจนไม่อยากเข้ามาทำ อยากเลือกคนดีเข้ามา แต่คนดีๆมันไม่เคยมาสมัครเลือกตั้ง ก็ต้องเลือกเลวน้อยหรือเลวมากแทนอะนะ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Num Parinya Kij โพสต์ว่าอยู่มา3ปีมีเวลาไม่ปฏิรูปแล้วจะมาทำตอนนี้จะทันไหม สมัยหน้าไม่ต้องกลัวว่าจะได้คนไม่ดี รัฐธรรมนูญคุณร่างแก้ไขใหม่แล้ว ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้นำของเค้าเอง ถ้าได้มาไม่ดีประชาชนโทษใครไม่ได้นอกจากตัวพวกเค้าเอง ปล่อยวาง แล้วลงจากอำนาจอย่างสง่างาม ดีกว่าต่อเวลา ต่ออายุให้รัฐบาลตัวเอง

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Suphap Ramsamer โพสต์ว่า คำว่าธรรมาภิบาลมันต้องใช้ได้กับทุกคนทุกกลุ่มทุกหน่วยงานในประเทศนี้ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แล้วการเลือกตั้งมันเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเลือกผู้นำของเขาเอง อนาคตวันข้างหน้า ไม่มีใครคาดเดาได้ถูกต้องไปหมดหรอกขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อุทกภัยน้ำท่วมแห้งแล้งค่าน้ำมันแพงค่าครองชีพสูงมันยังรู้ล่วงหน้าไม่ได้เสมอไปหรอก เจตนาที่ลงจะตั้งคำถามประชาชน 4 ข้ออยากถามกับลุงต้องการอยู่ในอำนาจต่อโดยที่มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้เรียบร้อยแล้ว แล้วมันจะมีกฎหมายรองรับลุงเหรอเพราะลุงต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ






กราบไหว้วิงวอน อยู่บริหารประเทศต่อ ประสานเสียง ตั้งพรรคลงเลือกตั้ง แนะ ชู ยุทธศาสตร์ ที่ว่าดี เป็นนโยบายสู้ศึก

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Jiew Jaab โพสต์ว่า ไม่มีใครชอบนักการเมืองโกงกินและไม่ชอบผู้มามีอำนาจมาโกงกินแบบตรวจสอบไม่ได้ด้วย เร่งแก้กฎหมายให้นักการเมืองโกงกินไม่ได้ และช่วยเพิ่มกฎหมายลงโทษให้หนักกับพวกข้าราชการทั้งหลายรวมถึง ทหาร ตำรวจที่ไม่ปฎิบัติหน้าที่และปฎิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม ประชาชนจะเอาผิดกับผู้บังคับกฎหมายได้ยังไง ต้องการให้คสช.อยู่ต่อ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Kollawat Nipatpong โพสต์ว่า บ้านเมืองนี้คนเลวเยอะและอยู่สบายมานานอยากทำอะไรก็ทำมีเงินมีอิทธิพลเป็นประเทศที่ไม่เคยรักษาระเบียบและสิทธิคนส่วนมากมานานแล้ว พอจะเปลี่ยนให้อยู่ในระเบียบจะเป็นจะตายกัน นี่แหละที่คนไทยเวลาจะไปประเทศอื่นเค้าห้ามเข้าประเทศเค้ากัน เค้าเอือมระอา คนไทยที่ไร้ระเบียบกัน ส่วนตัวผมให้คสช.อยู่ดีแล้ว ตอนนี้คนชั่วๆเดือดร้อน คนดีก็โอเคค่อยๆแก้กันไปครับลุงตู่

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Vanee Churnauksorn โพสต์ว่า อยู่แค่ 3 ปี ทำอะไรไม่ได้มาก มันต้องใช้เวลา ต้องอยู่อีก 10 ปี

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ NK Moni โพสต์ว่า มีคำตอบเดียวยังไม่ต้องเลือกตั้ง

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Pitsmai Pa โพสต์ว่า ขอตอบท่านนะคะ ประชาชนคนไทยที่รักประเทศชาติ ไม่ต้องการเลือกตั้งค่ะ ต้องการให้ท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศต่อไปนะคะ กราบไหว้วิงวอนท่าน ขอให้ท่านอยู่บริหารประเทศต่อคร้าาา

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ ชาลา ยกย่อง โพสต์ว่า น่าคิดดีครับข้อสุดท้ายถ้าแบบเดิมอย่าเลือกกันดีกว่า

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Meechai Boontap โพสต์ว่า ถ้าคิดว่าหาคนดีไม่ได้ในประเทศนี้ ก็ลงสมัครเลยท่าน รับรองได้เป็นนายกแน่นอน

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Sangar Srisuwandee ตั้งพรรคทหารให้ปชช.เลือกเลย

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Nong Potikam โพสต์ว่า อยู่ยาวค่ะ ลุง สู้ๆ ไปเสียของนะ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ ธนกิจ เรื่องรัตนโรจน์ โพสต์ว่า เลือกตั้งไปก็หน้าเดิมๆ ถ้าเลือกไปก็เท่านั้น ลุงตู่ก็อยู่ไปยาวๆเลย

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ สมหมาย พลมณี โพสต์ว่า เสนอขอจัดตั้งพรรคการเมืองของคสช.ท่านจัดสรรคนที่ดีทำงานเก่งไม่คดโกงประเทศท่านบริหารมา 3 ปีแล้วได้เปรียบ ประชาชนคงรู้ยุคเก่ากับการเมืองโฉมใหม่โอกาสมีมาก

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Porparb Theeraparb Somsri โพสต์ตอบว่า 1.ถ้าธรรมาภิบาลที่พูดถึงคิดว่าท่านมีเต็มเปี่ยมก็ตั้งพรรคนำเสนอตัวเองมาให้ประชาชนเลือก
2. ถ้าได้คนไม่ดึ ก็ตรวจสอบในระบบ และให้ระบบจัดการ ไม่ใช่คนหยิบมือนึงถือกระบอกปืนเป็นผู้ชี้ถูกชี้ผิด
3. ถ้าคิดว่ายุทธศาสตร์ในความคิดท่านดีก็ตั้งพรรคแล้วเอามาเสนอเป็นนโยบายให้ประชาชนเลือก
4. ถ้าคิดว่าคนเหล่านั้นไม่ดีท่านก็รวบรวมคนทึ่ท่านคิดว่าดีมาเสนอเป็นตัวเลือกแข่งกับเขา

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Tana Sosm โพสต์ว่า ง่ายนิดเดียว ถ้าดีจริงก็ลงเลือกตั้ง แล้วถามเจ้าของประเทศตัวจริงว่าเขาจะเอาใคร แล้วพอได้ผลเลือกตั้ง ก็อย่าทำเกินหน้าที่เท่านั้นจบ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Chaianun Reecheeva โพสต์ว่า ลุงตู่ตั้งพรรคเลยดีกว่าใครไม่เลือกผมเลือก

เชื่อ รัฐบาลหน้า ยังไงก็ไม่มีธรรมาภิบาล แต่ นักการเมือง ดีไม่ดีลงเลือกตั้งได้ อยู่ที่ ปชช. เลือกหรือไม่ อย่าดูถูกการตัดสินใจ
ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Kantapong Poolsombat โพสต์ตอบว่า ไม่น่าจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล เพราะรัฐบาลที่มาจากนักการเมืองมักจะโกงกิน คอร์รัปชั่น

2.ประชาชนก็ต้องลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาล นักการเมืองไม่ดีไม่ควรเข้ามา แต่หากเข้ามาได้ ประชาชนและทางราชการก็ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการทุจริตใดๆหรือไม่ ยอมรับว่าการแก้ไขเป็นเรื่องยาก เพราะนักการเมืองที่โกงก็ย่อมพยายามหาช่องทางโกงจนได้ ประชาชนอาจไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมเหล่านั้น
ทั้งหมดนี้แก้ได้ด้วยการพัฒนาคนให้มีคุณธรรมจริยธรรมให้มีสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมืองต่อส่วนรวม ไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่เงินไม่เห็นแก่ตัว เริ่มตั้งแต่เด็กๆ เยาวชนเป็นต้นไป

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ เกียรติศักดิ์ เจริญเขต โพสต์ตอบว่า นึกว่าตัวเองมีธรรมาภิบาลทั้งคณะละชิ เมืองไทยไม่สิ้นคนดี ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ดีขึ้น นักการเมืองไม่ดีเข้ามาสมัครเลือกตั้งได้ แต่จะเลือกหรือไม่นั้น อยู่ที่ประชาชน

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Tong Settapong โพสต์ตอบว่า จะถามประชาชนเพื่ออะไร ในเมื่อหน้าที่หาคำตอบคือท่านกับรัฐบาล ได้คำตอบแล้วแก้ไข กลไกรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ ที่สำคัญคือ หลังการตัดสินใจของประชาชนแล้ว อย่าดูถูกเขาว่าเลือกมาด้วยความโง่ และคิดว่าฉลาดอยู่กลุ่มเดียวแล้วยกกระบอกปืนมาจ่อเอาอำนาจอีก

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Suriya Traivoraman โพสต์ว่า ทุกอย่างมันมีคำตอบอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้สุดขีดแล้ว จะกลัวอะไรอีก..บรรดาท่านทั้งหลายจะอยู่กันอีกกี่ปีที่จะควบคุมประเทศนี้ต่อไป..เชื่อในความดีของคนอื่นบ้างเหอะ..บางทีแบบของเขามันอาจดีกว่าแบบของท่านก็ได้..รู้สึกว่าจะห่วงบ้านเมืองเกินกว่าเหตุ..จนสังเกตเห็นว่าห่วงจะตกหลังเสือมากกว่า..

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Aroonlak Ubon โพสต์ว่า ถ้าเลือกตั้งใหม่ตอนนี้การประท้วง ก็จะมาเยือน ระบบการเมือง ที่มองจากคนอยู่ต่างประเทศไม่นิ่งเลย เดี๋ยวระเบิด ตรงนั้นตรงนี้ ไม่อยากเห็นการยึดอำนาจอีก ทำไมทุกคน ไม่ออกความเห็น และจัดระบบอย่าให้การประท้วงมาอีกถ้ามีเลือกตั้ง

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ วรรณศักดิ์ จันทะดวง โพสต์ว่าตั้งพรรคคนดีขึ้นมาเลยครับ คนเลือกแน่ๆ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ ภู มินทร์ โพสต์ว่า ขอตอบแค่คำถามเดียว ถ้าท่านคิดว่าตัวเองดีมีความสามารถก็ลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งกับนักการเมืองครับ ใครดีใครเลวให้ประชาชนเขาเลือกเอา อย่ามาตัดสินแทนคนอื่นครับ

ถามกลับ ครม.บิ๊กตู่ ไม่มี คอร์รัปชั่นจริงอ่ะ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Fah Sky โพสต์ตอบว่า ท่านพุทธทาสเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2495 ที่จำได้คือ ในโลกนี้จะให้ลัทธิไปครองโลกไม่สำคัญขอให้เป็นคนดีก็พอ เพราะถ้าคนดี เผด็จการก็นำพาไปดี คนดีประชาธิปไตยก็พร้อมเพรียงพาไปดีอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนตัวก็เชื่อตามนี้ จึงอยากตอบคำถามท่านนายกว่า ท่านนายกคิดว่ารัฐบาลท่านนายกดีกว่ารัฐบาลเลือกตั้งยังไง ท่านแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้าได้หรือไม่ รัฐบาลท่านเคยยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ของคนเห็นต่างบ้างไหม รัฐบาลท่านไม่มีคอร์รัปชั่นจริงหรือ อยากถามอีกเยอะนะ แต่กลัวมีคนมาเยี่ยมที่บ้าน เห็นไหม แม้แต่จะแสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจ ก็ยังกลัวเลย

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Kai Kaikai โพสต์ว่าย้อนถามกลับลุงว่า..ที่ถามมาทั้งหมดนี้ ลุงมีรึป่าว ลุงเป็นรึป่าว ลุงปฎิบัติรึป่าว ????

บิ๊กตู่ เอาชัดๆ ถามเลยข้อเดียว อยากให้อยู่ต่อไหม

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Jasada Kongkuae โพสต์ตอบว่า ขอเปลี่ยนคำถามใหม่ครับ เอาข้อเดียวพอ ให้ถามประชาชนว่า "อยากให้อยู่ต่อไหม" เอาแค่ข้อเดียวนี่แหละ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ นายพัฒนชัย ศีลกุล โพสต์ว่า 4 คำถาม 1 คำตอบ ถ้าเลือกตั้งแล้วได้โจร ยังดีกว่าโจรที่มาแบบไม่มีใครต้องการ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ พัชรินทร์ โสธรศักดิ์ โพสต์ว่า คำถามชี้นำ...แสดงถึงจิตใจลึกๆๆจะอยู่ต่อ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Jeab Kittiporn โพสต์ว่า ทั้งหมดทั้งมวลสรุปง่ายๆเลย ท่านอยากอยู่ต่อว่างั้นเถอะ

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Wanpen Punyokit โพสต์ว่า แค่นายกมาจากคนนอกได้ก็เต็มกลืนแล้ว อย่ามาเล่นปาหี่ให้คนดูเลย เบื่อค่ะท่าน

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Sorawit Vo โพสต์ว่า แล้วลุงจะอยู่เพื่ออะไร กลัวรัฐบาลใหม่ทำกับลุง แบบที่ลุงทำกับเขา

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ ตี๋ คนตี๋เหล็ก แห่งภูพาน สกล โพสต์ว่า รู้ทุกเรื่อง ชี้นิ้วสั่ง.. แต่แก้ปัญหาไม่ได้ ประชาชนนะไม่ใช่ทหารในกองทัพ จะสั่งซ้ายขวาได้ ทุกคนมีสิทธิ คิดเอง

ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ บุศยปัทม์ สิริวรรณ โพสต์ว่า ก่อนจะตอบคำถาม ลุงตู่ ทั้ง 4 ข้อ ขอถามกลับสักข้อเดียว ลุงตู่คิดว่า รัฐบาลของท่าน มีธรรมาภิบาล หรือไม่ ??

ฟังยัง... นายกรัฐมนตรี เปิดเผย 4 คำถามมีจุดประสงค์ให้ประชาชนฉุดคิด ไม่ใช่ฟังแต่นักการเมืองท้องถิ่นดิสเครดิตรัฐบาล ยอมรับไม่อยากทำรัฐประหาร



...

หรือว่าเรายังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง? - ธงชัย วินิจจะกูล




แผ่นดินจึงดาล: ธงชัย วินิจจะกูล กษัตริย์ การเมือง รัฐธรรมนูญ


Mon, 2017-05-29 10:44
ที่มา ประชาไท

บทสัมภาษณ์ 9 นักวิชาการในชุด ‘แผ่นดินจึงดาล’ นี้ ประชาไทตัดทอนมาจากบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มในหนังสือ ‘แผ่นดินจึงดาล: การเปลี่ยนผ่านในสภาพบังคับ’ เพื่อมองอดีต ปัจจุบัน และอนาคตประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ว่ามันจะนำพาเราไปสู่อะไร


ธงชัย วินิจจะกูล จากคณะประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิล เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ผู้เปิดมุมมองทางประวัติศาสตร์ด้วยการนำเสนอแนวคิดราชาชาตินิยม ในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ เขานำคำถามเรื่องการเปลี่ยนผ่านมาตีแผ่ สาวลึกกลับไปในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 เชื่อมโยงกลับสู่ปัจจุบัน

หากจะตอบแบบขมวดปม อาการหมกมุ่นครุ่นคิดต่อการเปลี่ยนรัชกาลที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย นั่นก็เป็นเพราะระบอบประชาธิปไตยของเราไม่สามารถลงหลักหนักแน่นได้เพียงพอที่จะสร้างความต่อเนื่องของระบบ ตรงกันข้าม เรากลับเป็นประชาธิปไตยแบบชี้นำและแอบอิงกับตัวบุคคลมากจนเกินไป ทันทีที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ระบบที่ดำรงอยู่จึงสั่นคลอนและสร้างภาวะความรู้สึกไม่มั่นคงไปทั่วทั้งสังคม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ‘พระราชอำนาจนำ’ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันและเครือข่ายจะต้องหาคำตอบ เพื่อให้ยังสามารถคงอิทธิพลและบทบาทต่อการเมืองไทยได้

ธงชัยวิเคราะห์ว่า จากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจวบจนฉบับล่าสุด อำนาจค่อยๆ พรากจากประชาชนถอยกลับไปสู่มือกษัตริย์ และชัดเจนยิ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐธรรมนูญที่ทำให้ความตั้งใจของรัชกาลที่ 7 เกิดเป็นจริง

บารมีของกษัตริย์และความมั่นคงของสถาบัน


รัชกาลที่ 7 เคยกล่าวไว้ว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อิงอยู่กับการมีกษัตริย์ที่ดี แต่ไม่สามารถมีใครรับประกันได้ว่ากษัตริย์จะดีเสมอไป เพราะฉะนั้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เหนือการเมือง เป็นชั้นบนของระบอบการเมือง ระบอบทำนองนี้อิงอยู่กับองค์พระมหากษัตริย์ที่ดีหรือมีบารมีมากเกินไป แต่กลับไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะมีพระมหากษัตริย์ที่ดีหรือมีบารมีเช่นนั้นได้เสมอไป

ระบอบการเมืองซึ่งพยายามสร้างสถาบันที่ไม่อิงกับตัวบุคคลอย่างเช่นระบอบประชาธิปไตยต่างหากจึงมีโอกาสที่จะมีความมั่นคงต่อเนื่องได้เป็นสิบเป็นร้อยปี เพราะไม่อิงกับตัวบุคคลเกินไป ในแง่นี้ความล้มเหลวของปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็มาจากความล้มเหลวที่ระบอบการเมืองของเราไม่สามารถสถาปนาสถาบันซึ่งยั่งยืนและไม่อิงกับบุคคลได้ เพราะระบอบการเมืองของเราอิงกับบุคคลซึ่งไม่ยั่งยืนจนเกินไป

การเปลี่ยนจากรัชกาลที่ 5 ไปรัชกาลที่ 6 เป็นครั้งหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ราบรื่นหากมองในระยะแรก เพราะไม่มีการท้าทาย ทุกอย่างวางไว้แล้ว แต่ถ้ามองการเปลี่ยนบัลลังก์ครั้งนั้นในกรอบ 5 ปี 10 ปีกลับไม่ราบรื่น เพราะสุดท้ายกษัตริย์ที่ขึ้นมาใหม่ไม่เหมาะกับระบอบที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นพวกเจ้าก็เริ่มทะเลาะเบาะแว้งกัน ถอนตัวไปทีละคนสองคน

แม้ว่าเงาของกษัตริย์ที่มีบารมียิ่งใหญ่พระองค์ก่อนยังอยู่ แต่เงานี้เป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งทำให้เกิดฮันนีมูนพีเรียดที่ผู้คนยินดีให้เวลากับกษัตริย์องค์ใหม่ เชื่อว่าองค์ใหม่ก็จะทำให้สถาบันกษัตริย์ยิ่งใหญ่ต่อไปได้ แต่คมที่สองคือ เมื่อช่วงฮันนีมูนพีเรียดผ่านไปแล้ว ผู้คนจะเทียบผลงานองค์ใหม่กับองค์เก่า และถึงวันนั้นทุกคนก็จะบ่น เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนใหม่จะขึ้นมาเทียบคนเก่าได้ เพราะความหลงใหลองค์เก่าแบบเกินจริงเกินควรจนเหนือมนุษย์ ในที่สุดความไม่พอใจหรือความขัดแย้งก็จะโผล่ตัวขึ้น

หรือว่าเรายังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง?


ผมคิดว่าคนทั่วไปก็คิดว่าการสืบราชสมบัติมีผลกระเทือนชีวิตคน จริงไหม นี่แปลว่าอะไร แปลว่าคนไทยจำนวนมากแชร์ความเข้าใจที่ตรงกันอันหนึ่งซึ่งไม่ยอมพูดออกมา หรือหลอกตัวเอง หรือโกหกตัวเอง ทั้งที่คิดอย่างนั้น รู้อย่างนั้น แต่กลับพูดออกมาตรงข้ามด้วยซ้ำไปว่ากษัตริย์ไม่เกี่ยวกับการเมืองแค่มีความสำคัญกับชีวิต แต่ที่ทุกคนห่วงกัน ตั้งคำถามทำนองนี้กัน แสดงว่าการสืบราชสมบัติ การเปลี่ยนบัลลังก์ มีผลต่อชีวิต สังคม การเมือง มากกว่าที่คนไทยจะยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

ผมต้องการจะถามกลับไปที่คนอ่านทั้งหลายว่า กรุณาตั้งคำถามนี้กับตัวเองและตอบด้วยตัวเองก่อนว่า คิดว่ากษัตริย์มีความสำคัญ มีบทบาทสำคัญอย่างไรกับชีวิตของประเทศ เพราะถ้าสำคัญน้อย บทบาทน้อย ก็ไม่ต้องปรับมาก เพราะไม่เป็นผลกับเราเท่าไร แต่ที่ทุกคนห่วงกันก็เพราะว่ามีผลมาก ดังนั้น กรุณาตอบสิว่ามีผลอย่างไร เพราะอะไรถึงมีผลกระทบอย่างนั้น

คำถามที่ต้องถามต่อมาก็คือ แล้วประเทศไทยอยู่ในระบอบหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ เราอยู่ในระบอบสังคมการเมืองประเภทไหนกัน กษัตริย์มีบทบาทอย่างไรจึงทำให้ความเป็นไปของกษัตริย์มีผลต่อชีวิตของสังคมการเมืองมากขนาดนั้น หรือว่าเรายังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง

เครือข่าย

กษัตริย์ ในความหมายด้านที่เป็นสถาบันมีลักษณะอย่างหนึ่งที่สำคัญ ที่มีคนเรียกว่าเป็นเครือข่าย (Network) เวลาพูดถึงกษัตริย์กับบทบาททางการเมือง เราใช้ในความหมายกว้างไปกว่าตัวบุคคลหรือองค์พระมหากษัตริย์ เพราะหมายถึงคนตั้งเยอะแยะที่มีผลประโยชน์ มีส่วนได้ส่วนเสีย มีอุดมการณ์ความเชื่อผูกพันอยู่กับการมีกษัตริย์ที่เข้มแข็ง คนเหล่านั้น เครือข่ายเหล่านั้นจำนวนมาก ไม่ใช่เชื้อสายเจ้าด้วยซ้ำไป คือเป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเรานี่แหละ แต่ด้วยอุดมการณ์ ด้วยความเชื่อ ด้วยเจตนาดี เจตนาร้าย ความหลงใหลคลั่งไคล้และผลประโยชน์เชิงวัตถุ อะไรก็ตามแต่ ทำให้พวกเขาต้องการกษัตริย์ที่เข้มแข็งและมีส่วนในระบบการเมือง

ถ้าลองอธิบายย้อนทางกลับก็ได้ดังนี้ ถ้ากษัตริย์ไม่มีบารมีพอ ไม่มีพฤติกรรม กิจกรรม บุคลิกต่างๆ ที่ทำให้คนรู้สึกศรัทธาต่อบารมีของพระองค์พอ พระราชอำนาจนำไม่มี ไม่มีจุดยึดโยงที่จะสร้างได้ เครือข่ายกษัตริย์ก็ไม่มีฐานใดๆ ที่จะสร้างความชอบธรรมที่จะทำให้อำนาจทางการเมืองของฝ่ายเจ้าเติบโตขึ้นมา มองแบบนี้ก็จะโยงกลับไปที่ตัวบุคคลอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนรัชกาลมีความสำคัญขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะพฤติกรรมส่วนบุคคลโดดๆ แต่เพราะพฤติกรรมส่วนบุคคลเกี่ยวโยงกับระบอบการเมือง สถาบัน ฯลฯ กล่าวโดยสรุปก็คือ การเปลี่ยนรัชกาลมีความสำคัญคอขาดบาดตายไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนบุคคลถ้าหากการเปลี่ยนบุคคลไม่อยู่ในบริบทของระบอบหรือเงื่อนไขอย่างของไทยในปัจจุบัน

กษัตริย์และรัฐธรรมนูญ

ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เกิดขึ้น อยู่ในสภาพที่ประกาศเปิดเผยโจ่งแจ้งว่า นี่คือระบอบปกครองในทำนองแบบที่รัชกาลที่ 7 ต้องการ แต่คณะราษฎรไม่ยอม เราจะเรียกระบอบแบบนี้ว่าอะไรดี (หัวเราะ) 80 กว่าปีผ่านไปจากสมัยรัชกาลที่ 7 ก็ประสบความสำเร็จในที่สุด

กลับไปที่ประเด็นเดิม ระบอบประมาณนี้อิงอยู่กับการที่กษัตริย์ต้องมีบารมีสูง รัฐธรรมนูญนี้อิงกษัตริย์มากบนฐานความเชื่อว่ากษัตริย์ต้องดี แต่ไม่มีใครมีการันตีได้ มันจึงขัดแย้งในตัวมันเอง ความขัดแย้งในตัวเองอันนี้จะปะทุหรือไม่ ปะทุแน่ สักวันหนึ่ง แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไร
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

แผ่นดินจึงดาล: กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ทุนและรัฐไทย
แผ่นดินจึงดาล: นิธิ เอียวศรีวงศ์ วัฒนธรรมและชนชั้น
แผ่นดินจึงดาล: ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี เอ็นจีโอและภาคประชาชน
แผ่นดินจึงดาล: พวงทอง ภวัครพันธุ์ วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
แผ่นดินจึงดาล: วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กฎหมายและตุลาการ
แผ่นดินจึงดาล: สุรชาติ บำรุงสุข กองทัพกับประชาธิปไตยไทย

ถามกลับ "แล้วประยุทธ์เป็นอะไร ทำไมถึงตอบโต้ไม่ได้"

ประยุทธ์ยอมรับตั้งสี่คำถามเพื่อสกัด อัดนักการเมืองถ้าจะลงเลือกตั้งครั้งหน้า “เพราะขณะนี้ยังมีกลุ่มการเมืองเดินสายเคลื่อนไหวอยู่ในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการให้ข้อมูลที่บิดเบือน และดิสเครดิตรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวด้วยว่า ขอตั้งคำถามกลับไปยังนักการเมืองที่ออกมาโจมตีการตั้งคำถามของตนว่า เป็นใคร ทำไมถึงแตะต้องไม่ได้


พูดอย่างนี้นักการเมืองก็น่าจะถามกลับอีกว่า แล้วประยุทธ์เป็นอะไร ทำไมถึงตอบโต้ไม่ได้ 

แม้จะรู้ดีว่าแท้จริงประยุทธ์คือผู้เผด็จการ อีแอบ ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง แต่กลับแอบอ้างว่ามาปูทางประชาธิปไตยให้ประชาชน แล้วไยไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง

คำถามทั้งสี่ของประยุทธ์เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ โดยมีวาระซ่อนเร้น ให้ร้ายบิดเบือนว่านักการเมือง “ให้ความหวังแบบที่เคยทำก่อนการเลือกตั้งทุกครั้ง เช่น โจมตีรัฐบาล สัญญากับประชาชนว่าจะให้สิ่งนั้นให้สิ่งนี้”


ทั้งที่ในสิ่งอันควรแห่งวิถีประชาธิปไตย กลุ่มคนที่ต้องการนำแนวทางแบบของตนไปใช้บริหารประเทศ จักต้องเสนอตัว เสนอนโยบาย โฆษณาแนะนำตัว และออกพบผู้มีสิทธิออกเสียง เพื่อให้เป็นที่คุ้นเคยและประชาชนเกิดความไว้วางใจ

นั่นจึงเรียกว่า หาเสียง มิใช่หรือ

การตั้งคำถามของประยุทธ์เป็นเพียงสร้างภาพหลอนให้ประชาชนหวาดระแวง เมื่อปรากฏว่าฝ่ายการเมืองที่เคยยอมรับการชุบมือเปิบของทหาร เริ่มจะปล่อยวางการเบาะแว้งกับฝ่ายเห็นต่าง เมื่อเห็นชัดว่า คสช. นั่นเองเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้ตนเองครองอำนาจยาวนาน

แม้ว่าโพล ม.กรุงเทพฯ จะยังยกบั้นท้ายประยุทธ์ด้วยคะแนนนิยม ๕๒.๘ เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนเป็นนายกฯ ต่อไป หากแต่ว่าจำนวนไล่เรี่ยกัน ๕๐.๖ เปอร์เซ็นต์อยากให้มีเลือกตั้งโดยเร็ว

อีกทั้งยังแสดงว่าพรรคเพื่อไทยฝ่ายตรงข้าม คสช. ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเป็น ๑๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยเป็นนั่งร้านให้ทหารยึดอำนาจ คะแนนลดลงไปเป็น ๑๕.๖ เปอร์เซ็นต์

โดยที่มีพรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ แซงอีกสองพรรคใหญ่ (ชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทย) ขึ้นมาเป็นที่สาม

ยิ่งไปกว่านั้นอุบัติการณ์กระทบกระทั่งปีนเกลียวกันภายในพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากส่วนหนึ่งต้องการนำพรรคไปเป็น ข้ารองบู้ธให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกอย่างน้อยสี่ซ้าห้าปี โดยรวมหัวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงเจตนาจะนำพวก กปปส.กลับเข้าไปยึดพรรคฯ

ก่อให้เกิดความอึดอัดในหมู่สมาชิกที่เห็นว่า คสช. หมดเวลา ครองเมืองแล้ว โดยที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้นสักนิด

กรณี ไลน์หลุดที่ ทีนิวส์นำข้อความสนทนาระหว่างอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงษ์ กับนายเถกิง สมทรัพย์ ผอ. ฟ้าวันใหม่มาเปิดโปง เป็นลางบอกเหตุว่า “ปชป.ท่าทีไม่เป็นเอกภาพ”

และ “แต่ ปชป. บางคนก็ทำตัวเป็นขี้ข้าประยุทธ์...ประยุทธ์ผิดเพราะมาจากยึดอำนาจขและอยู่นานเกิน”

ดังนั้น “เป็นเรื่องของประชาธิปัตย์ต้องแสดงให้ชัด ว่าไม่ใช่พวกเดียวกับประยุทธ์”

สมทบด้วยการเสนอความเห็นของอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. พิชัย รัตตกุล ให้สี่พรรคใหญ่รวมหัวกันต้านพรรคทหาร คสช. ด้วยการไม่หาเสียงแบบโจมตีสาดโคลนซึ่งกันและกัน แต่ว่าต่างเสนอนโยบายของตนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เสร็จแล้วเมื่อผลออกมา พรรคไหนได้เสียงข้างมาก ก็ให้ “๔ พรรคใหญ่สนับสนุนพรรคที่ชนะได้เป็นนายกฯ ไม่เช่นนั้นนักการเมืองจะปิดประตูเเพ้แน่”


จึงเป็นเหตุให้นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้า ปชป. ต้องออกตัวโต้เมื่อถูกพาดพิงว่าเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มที่จะกลับไปยึดพรรค ปชป. แล้วหนุนให้ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ

อย่าใช้คำว่าขี้ข้าเลยเพราะคิดว่าคนที่ปากกล้าและต่อสู้มาทางการเมือง ผมไม่ได้ด้อยกว่าใคร” นายวิทยาบอกกับสื่อ

“พลเอกประยุทธ์เป็นเผด็จการหรือไม่ ตอบว่าใช่ เพราะได้มาจากการรัฐประหาร แต่ถามว่าสามานย์หรือไม่ ตอบว่ายัง

เผด็จการที่ล้มง่ายที่สุดในประเทศไทยคือเผด็จการสามานย์ เผด็จการที่ล้มยากที่สุดคือเผด็จการทุนนิยมสามานย์ และคงไม่มีเผด็จการที่ไหนตั้งคำถามให้ประชาชนตอบเพื่อรับฟังข้อมูล”


นายวิทยาพูดชัดว่าเห็นควรให้ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อไปเพราะเป็นเผด็จการที่ไม่สามานย์ แถมยังตั้งคำถามเพื่อรับฟังข้อมูลว่านักการเมืองไม่ดีอย่างไร

ในประวัติศาสตร์โลก เผด็จการที่ฆ่าประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้วยความรังเกียจในเชื้อชาติ ศาสนา หรือว่าต่างอุดมการณ์การเมือง มักสร้างความชอบธรรมให้กับพวกตนด้วยโพล และข้ออ้างว่าสำรวจความเห็นประชาชน ทั้งนั้น

การกระทำของประยุทธ์กำลังเข้ารูปรอยเช่นนั้นเต็มตัว

รอยด่าง 3 ปี รัฐบาล คสช.ละเมิดไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง




การที่รัฐบาลของ คสช. จะแถลงผลงานในรอบสามปีที่ยึดอำนาจมา ถ้าจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์เป็นประโยชน์ที่แท้จริงแล้ว จะต้องแถลงทั้งผลงานในส่วนที่เป็นผลสำเร็จและในส่วนที่ผิดพลาดที่ไม่รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อจะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างที่ผิดต่อไปและยังเป็นการ “ปลงอาบัติ” ของท่านที่มีส่วนร่วมกระทำความผิดอีกด้วย


รอยด่าง 3 ปี รัฐบาล คสช.ละเมิดไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง


26 พฤษภาคม 2560
เขียนโดย ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร.ปรีชา สุวรรณทัต
ที่มา สำนักข่าวอิศรา

เรื่องที่ 1

การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีที่มีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย ไม่รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดโดยรู้เห็นยินยอมให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ในวาระ 2 และ 3 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2560 ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานได้มีการแปรญัตติตัดลดงบประมาณ “รายจ่ายตามข้อผูกพัน” เป็นการกระทำขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งและไม่เคยมีการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญเช่นนี้มาก่อนเลย

และผมก็ได้เล็งเห็นผลไว้แล้วว่าจะมีผลกระทบที่เสียหายตามมาหลายกรณีจึงได้เสนอแนะไปหลายทางเริ่มตั้งแต่ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโดยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสียก่อนและในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแปรญัตติลดหรือตัดทอนรายจ่ายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจะได้แก้ไขเสียก่อนไม่ให้เกิดปัญหาที่จะแก้ไขได้ยากภายหลัง แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ไม่ใยดี ไม่มีการชี้แจงออกมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการ หรือรู้ว่ามีการกระทำการดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง จึงยังเป็นรอยด่างที่ฟอกไม่ได้ในวินัยการเงินการคลังที่ไม่ควรถือเป็นเยี่ยงอย่าง กล่าวโดยเฉพาะในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ที่จะต้องเสนอให้สภานิติบัญญัติพิจารณาในเร็วๆนี้

เรื่องที่ 2

ได้แก่การที่คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการตราพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558, 2559 และ 2560 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญทั้งสามฉบับนี้ในสามวาระรวดและให้ใช้เป็นกฎหมายได้ โดยมิได้ตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาวิสามัญพิจารณา จึงมีบทบัญญัติที่ขัดแย้งต่อกฎหมายวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 18 ที่เป็นกฎหมายแม่บทหลักที่ให้โอนได้เฉพาะระหว่างรายจ่ายที่กำหนดไว้สำหรับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจด้วนกันเท่านั้น จะโอนจากของส่วนราชการไปเพิ่ม “งบกลาง” ที่แยกต่างหากจากงบประมาณของส่วนราชการไม่ได้ แต่พระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งสามฉบับคือ 2558, 2559 และ 2560 ได้โอนงบของส่วนราชการต่างๆไปเพิ่มงบกลางรายการ “เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” ที่ทำไม่ได้ตามกฎหมายวิธีการงบประมาณ เว้นแต่จะใช้มาตรา 44

ซึ่งต่อมาจึงได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 57/2559 เรื่อง การปรับปรุงการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ให้มีการโอนหรือการนำรายจ่ายที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือเพิ่มเติมไปใช้นอกเหนือจากกรณีตามมาตรา 18 แห่งกฎหมายวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่ไขเพิ่มเติม เพื่อการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กระทำได้ ทั้งนี้ตามระเบียบหลักเกณฑ์การโอนงบประมาณรายจ่ายเพื่อการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2559

จึงแสดงให้เห็นได้ว่าการตรากฎหมายโอนงบประมาณรายจ่ายสามฉบับที่ผ่านมาขัดแย้งต่อมาตรา 18 ของกฎหมายวิธีการงบประมาณโอนไปเพิ่มงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินจำเป็น ดังนั้น ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาบังคับใช้กับการโอนงบประมาณรายจ่ายแทนการตราพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายทั้งสามฉบับ ก็ไม่ขัดแย้งต่อมาตรา 18 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ส่วนจะสมเหตุสมผลจำเป็นหรือไม่จะได้ใช้เป็นกรณีศึกษาต่อไป เพราะหลายเรื่องที่ใช้มาก็มิได้มีความเหมาะสมแต่ประการใด ต้องมาแก้ไขยกเลิกภายหลังก็หลายเรื่อง

แต่เป็นการใช้อำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” จะเป็นการใช้ที่ฟุ่มเฟือยหรือไม่อีกประเด็นหนึ่ง

อนึ่งการตราพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายที่ขัดแย้งต่อมาตรา 18 ของกฎหมายวิธีการงบประมาณนี้ รัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร ได้เคยสร้างบรรทัดฐานที่ผิดเช่นนี้มาแล้วเมื่อปีงบประมาณ 2507 แต่ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและสภานิบัญญัติแห่งชาติกลับนำมาใช้เป็นเยี่ยงอย่างที่ผิดซ้ำซากอีก

สำหรับท่านนายกรัฐมนตรีความผิดดังกล่าวนี้น่าเห็นใจท่าน เพราะเป็นความผิดที่เป็น Mala prohibita คือ เป็นความผิดที่ไม่รู้ว่ามีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดว่าทำไม่ได้ ท่านอาจไม่รู้จริงๆก็ได้ จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รู้ในข้อกฎหมายนี้ดี เช่นสำนักงบประมาณ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะที่จะต้องกล้าโต้แย้งทัดทานชี้แจงให้ท่านทราบว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่พยายามบิดเบือนสนับสนุนว่าไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีการงบประมาณ

แต่ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีหัวหน้ารัฐบาลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายคงฟังไม่ขึ้น

แต่ถ้าเป็นการกระทำความผิดในตัวเองที่มี “เถยจิต” เป็นโจร คือ Mala in se เช่น การวางระเบิด หรือนำเงินราชการลับที่จะกล่าวต่อไป นำไปใช้ส่วนตัวอย่างนี้จะปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้

เรื่องที่ 3

การใช้จ่ายเงินราชการลับ

การที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศได้แก่ด้านการทหาร การเมือง และเทคโนโลยี มีความจำเป็นที่จะต้องมีเงิน “ราชการลับ” เพื่อใช้จ่ายดำเนินการในลักษณะปกปิดนั้น ไม่มีข้อคัดค้านที่จะไม่เห็นด้วยแต่ประการใดเลย

ในเรื่องการใช้จ่ายเงินราชการลับแม้รัฐบาลของท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยังมีไม่การกระทำที่เป็นรอยด่างในวินัยการเงินการคลังที่ชัดแจ้งดังที่กล่าวมาในสองกรณีข้างต้นแต่ได้มี “เงา ๆ” เกิดขึ้นบ้างแล้ว จึงต้องพึงระมัดระวังการใช้จ่ายเงินราชการลับในปีงบประมาณ 2560 และในร่างงบประมาณ 2561 เพราะมีบทเรียนในอดีตของสองจอมพลที่ถูกยึดทรัพย์เพราะเงินราชการลับมาแล้ว

ตามมาตรา 19 ของกฎหมายวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 นั้นจะต้องตั้งรายการ “เงินราชการลับ” ไว้ในรายการสำหรับส่วนราชการที่จำเป็นต้องมีเงินราชการลับ แต่เดิมเคยตั้งไว้ในรายการเงินงบกลางรายการ “เงินราชการลับในการรักษาความมั่นคงของประเทศ”

แต่ในปัจจุบันไม่ได้ตั้งไว้ในตัวพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย แต่จะอยู่ในเอกสารงบประมาณของส่วนราชอื่นๆที่จำเป็นต้องมีเงินราชการลับ ได้แก่ในงบรายจ่ายอื่นของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่วนของกระทรวงกลาโหมได้มีการตั้งไว้ในส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมโดยเฉพาะ และมีข้อสังเกตว่าวงเงินได้ตั้งไว้จะเท่าๆกันมาหลายปีงบประมาณแล้ว (ในปีงบประมาณ 2560 เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 เล่มที่ 1 ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หน้า 65 ส่วนของกระทรวงกลาโหม หน้า 341-481 และอาจศึกษาย้อนหลังไปได้หลาย ๆ ปีและในร่างปี 2561 จากเอกสารดังกล่าวว่าเท่ากันจริงหรือไม่)

มีข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณหลายปีที่ผ่านมาจะไม่มีเงินราชการลับเป็น “เงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน”คลังเลย ต่างกับงบรายจ่ายของส่วนราชการต่างๆที่ไม่ได้จ่ายหรือจ่ายไม่หมดก็จะต้องคืนคลังตามระเบียบหลักฐานนี้มีอยู่ที่กรมบัญชีกลาง

เพราะตามหลัก “ตรรกะ” ความลับคงไม่พอดีกับเงินราชการลับที่ตั้งไว้

ในการนี้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังจึงได้วางระเบียบไว้ตามหนังสือที่ ก.ค. 0502/3161 ลงวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2518 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการฝากเงินราชการลับไว้ว่า เงินราชการลับที่เบิกจากคลังไปแล้วให้นำฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธนาคารกรุงไทยเท่านั้น เพราะได้เคยมีการนำเงินราชการลับไปฝากไว้ที่ธนาคารพาณิชย์ของเอกชนเพื่อหาดอกเบี้ยมาแล้ว

งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ จะเป็นกรณีศึกษาในการใช้จ่ายเงินราชการลับที่ตั้งไว้ว่าเป็นไปตามข้อสังเกตที่ได้หยิบยกมาข้างต้น หรือจะเป็นไปตาม “พุทธวรรค” ที่ขออัญเชิญ มาดังนี้ หรือไม่

“แม้เหรียญกษาปณ์ตกมาดังห่าฝน ก็มิทำให้กามชนอิ่มในกาม”

หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก www.siangtai.com

ระเบิดเพื่อให้เลื่อนเลือกตั้ง ? : วงค์ ตาวัน





ระเบิดเพื่อให้เลื่อนเลือกตั้ง ? : วงค์ ตาวัน


ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2560
คอลัมน์ ชกคาดเชือก

28 พฤษภาคม พ.ศ.2560


จับจากคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงผลกระทบหลังเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทำนองว่า ถ้าบ้านเมืองยังอยู่กันแบบนี้ มีการวางระเบิด มีการใช้อาวุธสงคราม มีการทำให้เกิดความขัดแย้ง

แล้วจะเลือกตั้งกันได้หรือไม่

“เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางตามมาทันทีว่า ผลสะเทือนจากแรงระเบิดดังกล่าว ซึ่งอันที่จริงวางตั้งแต่ที่หน้ากองสลากเก่า หน้าโรงละครแห่งชาติ ก่อนจะมาถึงโรงพยาบาลในสังกัดของกองทัพบก มีอิทธิฤทธิ์ถึงการเลื่อนการขยับวันเลือกตั้งได้เลยทีเดียว”

ความจริง มีผู้วิเคราะห์เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า กลุ่มที่วางระเบิดสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมืองในห้วงนี้ น่าจะเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องการให้วันเลือกตั้งเกิดขึ้นรวดเร็ว

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาพูดย้ำอีกด้วยตัวเองเช่นนี้

“ประเด็นนี้จึงมีน้ำหนักน่าสนใจมาก ว่าผู้ที่วางระเบิดน่าจะหวังผลยืดวันเลือกตั้ง ทำให้ต้องคิดต่อไปว่า แล้วมีกลุ่มไหนบ้างที่เข้าข่ายนี้!?”

แต่อย่าเพิ่งไปมอง คสช. หรือรัฐบาลในแง่ร้าย

เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ได้เน้นย้ำถึงเบื้องหลังระเบิดรุนแรงครั้งนี้ว่า

“”อย่าไปบิดเบือนว่ารัฐบาลเป็นคนทำเอง ไม่มีรัฐบาลบ้าที่ไหนทำ””

เป็นการประกาศชัดเจนว่า อย่ามากล่าวหากัน ฝ่ายรัฐไม่ได้ทำเองแน่

ระดับนายกฯ ระดับหัวหน้า คสช. พูดเอง ก็คงต้องเชื่อ

ขณะเดียวกัน ที่น่าเชื่ออีกประการก็คือ ผลจากการวางระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเลือกวันก่อเหตุครบ 3 ปีรัฐประหาร คสช. พอดี และเลือกที่จะวางในโรงพยาบาลที่เป็นของทหาร แถมตูมสนั่นหน้าห้องวงษ์สุวรรณอีกด้วย

“ต้องนับเป็นระเบิดฉีกหน้า คสช. เป็นระเบิดที่ดิสเครดิตรัฐบาลทหาร”

ดังนั้น ผู้ลงมือน่าจะเป็นฝ่ายตรงข้าม คสช. มากกว่า

“แต่ก็ต้องเป็นฝ่ายตรงข้าม คสช. ที่ต้องการให้มีผลปั่นป่วนเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปด้วย”

ฝ่ายตรงข้าม คสช. นั้น อันดับแรกเลย ต้องพูดถึงเครือข่ายทักษิณ พรรคเพื่อไทย และกลุ่มมวลชนเสื้อแดง ต้องมองกันว่า พวกนี้จะวางระเบิดเพื่อต้องการให้ปั่นป่วน จนกระทั่งเกิดผลดังที่นายกฯ เตือนว่า ถ้าไม่สงบแล้วจะเลือกตั้งได้หรือไม่

จะเห็นได้ว่า พรรคเพื่อไทย และ นปช. นั้น แสดงท่าทีชัดเจนว่า พร้อมร่วมมือกับ คสช. ทุกอย่าง จะให้ปรองดองก็ปรองดอง ให้สงบเสงี่ยมอย่าได้เคลื่อนไหว ก็สงบปากสงบคำเรียบร้อยกันหมด

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร ไม่มีการแสดงแข็งข้อเชิงแข็งกร้าวจากทักษิณ เพื่อไทย และเสื้อแดงเลย

“โดยประกาศชัดเจนด้วยว่า ทำทุกอย่างเพื่อให้คณะทหารคืนประชาธิปไตยแก่สังคมไทยโดยเร็ว เพื่อไปถึงวันเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด!”

ท่าทีเช่นนี้ ยังรวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น ประชาธิปัตย์

ทุกพรรคล้วนแสดงความพร้อมเมื่อจะเข้าสู่ปีที่โรดแม็ปกำหนดว่าจะมีเลือกตั้ง

พรรคการเมือง นักการเมือง หรือกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวการเมืองสายเพื่อไทย ล้วนมุ่งมั่นจะให้มีเลือกตั้งเร็วที่สุด

“ดังนั้น จึงถือเป็นฝ่ายตรงข้าม คสช. ที่ไม่ต้องการให้วันเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป”

เมื่อตัดผู้ต้องสงสัยเป็นมือระเบิด ทั้งฝ่าย คสช. เองออกไป

ตัดพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเพื่อไทยและเสื้อแดงออกไป เพราะชัดเจนว่ายอมทุกอย่างโอนอ่อนทุกอย่างเพื่อให้มีเลือกตั้ง

“แล้วจะเหลือฝ่ายไหนอีกที่อยู่ในข่าย!?!”


จะเห็นได้ว่า มีกลุ่มเคลื่อนไหวการเมือง ที่ร่วมปูทางให้เกิดรัฐประหารบางส่วน แสดงออกชัดเจนว่า ยังไม่อยากให้มีเลือกตั้ง

อยากให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อไปยาวนาน เพื่อทำการปฏิรูปให้บรรลุเป้าหมายก่อน แล้วค่อยมีเลือกตั้งก็ได้

ขณะเดียวกัน ในกลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองที่สนับสนุนการรัฐประหารนี้ บางส่วนก็เกิดอาการอกหัก

ผิดหวังว่ารัฐบาลทหารที่เข้ามาปกครองบ้านเมือง หลังจากที่พวกตนทุ่มเททุกอย่างเพื่อล้มรัฐบาลเลือกตั้งไปแล้ว เพื่อหยุดประชาธิปไตยลงจนได้แล้ว

รัฐบาลทหารกลับไม่สนองตอบสิ่งที่พวกนี้คาดหวังในหลายประเด็น

“บางรายยังถึงกับช็อกที่ตนเองไม่ได้อะไรเลย แถมยังต้องเผชิญชะตากรรมรุนแรงในชีวิตอย่างหนัก”

กลุ่มที่เชียร์ให้ประยุทธ์อยู่ยาวๆ ยังไม่ต้องเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มที่อกหักจากคณะรัฐประหารนี่แหละ

ที่น่าจับตามองที่สุด

กลุ่มไหนที่ไม่พอใจรัฐบาลทหาร หรือไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง แล้วสามารถเชื่อมโยงกับผู้ที่มีศักยภาพในการประกอบระเบิดและวางระเบิด

น่าจะตกอยู่ในสายตาของฝ่ายสืบสวนคลี่คลายคดีระเบิดมากที่สุด!

การลอบวางระเบิด เป็นคดีในประเภทที่มีสถิติจับกุมได้ค่อนข้างน้อย เพราะลักษณะการก่อเหตุ เอื้ออำนวยให้คนลงมือไม่ต้องอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุเมื่อระเบิดทำงาน จึงยากจะมีประจักษ์พยานมองเห็น ต่างกับคดีประเภทที่ใช้อาวุธปืน หรืออาวุธที่คนลงมือต้องอยู่ตรงจุดเกิดเหตุ

แถมแรงระเบิดจะทำลายล้างวัตถุพยานจนไม่เหลือหลออีกด้วย

แต่คดีระเบิดที่สามารถจับกุมได้ก็มีอยู่

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายในช่วงที่นำระเบิดมาวางเอาไว้ก่อนได้”

เช่น คดีระเบิดที่ศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2558 ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ขณะเป็น รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าทีมสืบสวน เริ่มคลำพบร่องรอยคนร้ายจากกล้องวงจรปิด ที่เห็นชายลักษณะแขกขาว สะพายเป้มาวางเอาไว้ แล้วเดินออกไป ก่อนจะเกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากจุดที่วางเป้ดังกล่าว

“เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สามารถแกะรอยคนที่นำระเบิดมาวาง แล้วใช้เทคโนโลยีชั้นสูงติดตามจนได้ตัวในที่สุด พบว่าเป็นมือระเบิดข้ามชาติ เป็นกลุ่มอุยกูร์ที่โกรธแค้นการส่งตัวผู้อพยพหลบหนีกลับไปจีนนั่นเอง”

คดีระเบิดบอสตันมาราธอน เมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นคดีดังทั่วโลก และเอฟบีไอคลี่คลายได้รวดเร็ว เพราะการนั่งดูภาพกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ แล้วเห็นว่าขณะที่ผู้คนวิ่งหนีตายกันอลหม่านเมื่อระเบิดทำงาน กลับมีชายคนหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ เดินอย่างไม่ตกอกตกใจอะไร เป็นจุดเริ่มต้นที่พบคนต้องสงสัย

เมื่อไล่ภาพจากกล้องอื่นๆ ก็ชัดเจนว่า มาด้วยกัน 2 คน สะพายเป้เดินเข้ามาปะปนกับฝูงชน แล้วเอาเป้วางเอาไว้ ก่อนเดินจากไป เมื่อระเบิดทำงานคร่าชีวิตผู้คน ชายทั้งสองเดินอย่างไม่ตื่นตระหนก และไม่มีเป้บนหลังอีกแล้ว

“จึงเห็นได้ว่า กล้องวงจรปิดเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างมาก”


กรณีระเบิด 3 ลูกเขย่าเมืองกรุงล่าสุดนี้ ที่หน้ากองสลากเก่า หน้าโรงละครแห่งชาติ พบว่าเป็นจุดที่กล้องวงจรปิดส่องไม่ถึง

กรณีระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พบว่ากล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลใช้การไม่ได้หลายกล้อง คงเพราะไม่คาดคิดว่าสถานที่อย่างโรงพยาบาลจะมาเกิดเหตุร้ายแรง จึงไม่ได้ซ่อมแซมเอาไว้ก่อน

ดังนั้น การที่ กทม. มีคำสั่งให้ทุกเขต ระดมตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั่วทุกมุม เพื่อให้มีประสิทธิภาพใช้การได้ น่าจะช่วยให้การสอดส่องหาร่องรอยคนร้ายได้ หากเกิดเหตุอีก

ประกอบกับตำรวจนครบาลเอง มีโครงการจะปฏิวัติกล้องวงจรปิดครั้งใหญ่ โดยทุ่มงบประมาณเพื่อจัดซื้อกล้องรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงหลายล้านฟิกเซล และรวมศูนย์ไว้ที่วอร์รูมของตำรวจ

“เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะเพิ่มหูตาในการหาตัวคนร้ายต่อไปในอนาคต”

แต่เหนืออื่นใด บทเรียนของสังคมไทยบอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ระเบิดการเมืองเกิดขึ้นมายาวนาน แต่เกิดเป็นช่วงๆ

“ระเบิดการเมืองจะทำงานถี่ยิบ ก็เฉพาะช่วงที่การเมืองมีสภาพอึมครึม มีความขัดแย้งในกลุ่มอำนาจรุนแรง”

ถ้าหากคลี่คลายการเมืองให้ไปสู่ระบบปกติเมื่อไร การลอบวางระเบิดทางการเมืองก็จะซาไปด้วย

ดังนั้น การเมืองระบบเปิด คือการปิดทางพวกชอบเล่นใต้ดินได้ดีที่สุด!


ไม่ฟัง ไม่ได้แล้ว "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ " ทำไมประเทศไทย เปลี่ยนไม่ทันโลก ?




https://www.youtube.com/watch?v=tmXMJjTapjg&feature=share&app=desktop

ไม่ฟัง ไม่ได้แล้ว "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ " ทำไมประเทศไทย เปลี่ยนไม่ทันโลก ?

matichon tv

Published on May 25, 2017

Official Matichon TV ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในเสวนาพิเศษหัวข้อ “เปลี่ยน...ให้ทันโลก New World, New Opportunity, New Business” โดยหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ไอหยา... กลิ่นตุๆ ปี40 มาแล้ว... ธปท.ขาดทุนหนักเทหน้าตักอุ้มค่าเงิน + คำชี้แจงเหตุขาดทุนจากแบงก์ชาติ





ธปท.ขาดทุนหนักเทหน้าตักอุ้มค่าเงิน

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
27 พ.ค. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกรายงานประจำปี 2559 ในส่วนของงบแสดงฐานะทางการเงิน พบว่า สิ้นปี 2559 ธปท.มีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยมีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 4.21 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันมีหนี้สินและทุนรวมกันเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเช่นกัน โดยมีหนี้สินและทุนรวมกันทั้งสิ้น 4.96 ล้านล้านบาท โดยหนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากการออกพันธบัตร ธปท.เพิ่มขึ้น และผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน

ทั้งนี้ ในส่วนหนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้ส่งผลให้ส่วนของทุนของ ธปท.สิ้นปี 2559 ติดลบเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยสิ้นปี 2559 ส่วนทุนของ ธปท.ติดลบเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 745,763 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ส่วนของทุนติดลบอยู่ที่ 606,229 ล้านบาท โดยทุนที่ติดลบเพิ่มขึ้นดังกล่าว

ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากรายได้ที่ต่ำกว่ารายจ่าย โดยในปี 2559 ธปท.มีรายได้ทั้งสิ้น 78,163 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายสูงถึง 158,970 ล้านบาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิในปี 2559 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 80,807 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีผลขาดทุนทั้งสิ้น 89,136 ล้านบาทเล็กน้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผลขาดทุนดังกล่าวมาจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ 57,437 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้เป็นการขาดทุนเพื่อการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท และอีกส่วนเป็นผลจากการออกพันธบัตร ธปท.เพื่อดูแลสภาพคล่องในประเทศ โดยภาระดอกเบี้ยจ่ายในส่วนนี้ที่ ธปท.ต้องจ่ายในปี 2559 มีทั้งสิ้น 82,273 ล้านบาท ขณะที่รายรับดอกเบี้ยที่ได้จากการนำเงินสำรองไปลงทุนในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 53,216 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การขาดทุน 80,807 ล้านบาท ของ ธปท.ในส่วนนี้ถือเป็นการขาดทุนสุทธิ แต่หากคิดผลขาดทุนจากการดำเนินงานของ ธปท. ซึ่งคิดรวมส่วนเปลี่ยนแปลงในบัญชีเงินสำรองอันเกิดจากการตีราคาสินทรัพย์และหนี้สิน การขาดทุนจากการประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ธปท.จะมีผลขาดทุนเบ็ดเสร็จในปี 2559 รวมทั้งสิ้น 139,533 ล้านบาท

ทั้งนี้ ธปท.ได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมประกอบงบการเงินดังกล่าวด้วยว่า สาเหตุการขาดทุนในปี 2559 เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และจากการจ่ายดอกเบี้ยเพื่อดูดซับสภาพคล่องในการดำเนินนโยบายการเงิน อย่างไรก็ดี ผลขาดทุนสะสมดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของ ธปท.

ooo

แบงก์ชาติแจงเหตุปี’59ขาดทุน1.39แสนล้าน





ที่มา มติชนออนไลน์
28 พฤษภาคม 2560


นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงงบการดำเนินงานประจำปีของธปท.ประจำปี 2559 ที่ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ปี 2559 เศรษฐกิจการเงินของโลกมีความผันผวนต่อเนื่องตลอดปี จากความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก การเลือกตั้งในหลายๆประเทศที่เปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของนักลงทุนต่อการลงทุนในสินทรัพย์ของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าประเทศเกิดใหม่รวมทั้งไทย ในปริมาณที่สูงเป็นระยะๆ ธปท.จึงได้เข้าไปดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเงินตราต่างประเทศของไทย ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณเงินทุนที่ไหลเข้ามาในบางช่วงอย่างรวดเร็วและในปริมาณที่สูง

ทั้งนี้ การทำหน้าที่ของ ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพของตลาดด้วยการเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้การปรับแข็งค่าของเงินบาทเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เวลากับเอกชนในการปรับตัวนั้น ทำให้ ธปท. มีค่าใช้จ่ายในการดูดซับสภาพคล่องที่ ธปท. ปล่อยเข้าสู่ระบบจากการซื้อเงินตราต่างประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นต้นทุนในการรักษาเสถียรภาพตลาดเงินในประเทศ ที่ส่งผลต่อฐานะการเงินของ ธปท. อย่างไรก็ตาม สภาวะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย

ดังนั้นปี 2559 ธปท. มีผลขาดทุน 1.39 แสนล้านบาท ผลจากการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตามหน้าที่ โดยมีต้นทุนที่เป็นผลของการทำนโยบาย ใน 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนแรก ผลจากการตีราคาเงินสำรองระหว่างประเทศ จำนวน 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนทางบัญชี แต่ ธปท.ไม่ได้ขายเงินสำรองระหว่างประเทศที่ถือครองออกไป โดยสิ้นปี 2559 ธปท. มีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 1.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ ปี 2558 ที่ 1.57 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขขาดทุนจากการตีราคาจึงเป็นการขาดทุนทางบัญชี ส่วนที่สอง ผลจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยรับจ่าย เป็นผลจากการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. เพื่อดูดซับสภาพคล่องในระบบ ซึ่งปี 2559 ดอกเบี้ยเงินสกุลสำคัญของโลกต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินบาท จึงทำให้เกิดการขาดทุนจากส่วนต่างของอัตรา

“ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการวางแนวทางเพื่อลดผลการขาดทุน โดยส่งเสริมให้กลไกตลาดสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น เอกชนไทยมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านการนำเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความสมดุลของเงินทุนไหลเข้าออก โดยเฉพาะการลงทุนของธุรกิจในต่างประเทศ และการให้กองทุนรวมและผู้ลงทุนที่มีความพร้อมสามารถลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยในการบริหารเงินออมของคนไทยให้มีการกระจายตัวได้ดีขึ้นด้วย ขณะนี้ฐานะด้านต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับที่มั่นคง เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ธปท ขอให้ความมั่นใจว่า ธปท. จะยังคงยึดแนวทางการทำหน้าที่ธนาคารกลางที่ดี มุ่งมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนไทย” นางจันทวรรณ กล่าว
.....





หมดความอดทน กับ "คนหลงตัวเอง" ที่ชื่อ พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา







ที่มา FB


สาธิต ปิตุเตชะ

"ชักจะหมดความอดทน กับ"คนหลงตัวเอง"นำพาไปซึ่งความ"หลงอำนาจ"คนชื่อพล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา 

การตั้งคำถามสี่ข้อให้ประชาชนคนไทยตอบ อ้างเพื่อว่ารับฟังข้อมูลในการบริหารประเทศต่อไปจากนี้ บอกได้เลยว่าคุณมันเป็น"เผด็จการเต็มร้อยแล้ว" จากวิธีคิดที่กลั่นมาเป็นคำถาม ที่ไม่ควรถามเพื่ออ้างเหตุผลจะอยู่ในอำนาจตามระบบ ตามกฏหมาย จะล้มกระดานใช้ประชาชนที่บริสุทธิเป็นเครืองมือ
ผมถามท่านกลับนะครับ 

1.ตัวท่านเองที่อยู่มา 3 ปีกว่ามี ธรรมมาภิบาลหรือไม่
2.ผมพบว่าพวกท่านยังไม่มีธรรมมาภิบาลจะทำอย่างไรดี ไครตรวจสอบก็ไม่ได้ ใช้หน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระที่ท่านตั้งฟอกขาวให้กับพรรคพวกและน้องชายท่านเอง
3.การเลือกตั้งจะถูกจะผิด แต่เป็นระบบที่ทั่วโลกยอมรับขณะนี้ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดผ่านตัวแทนและพรรคการเมืองที่เขาเลือก ส่วนเรื่องปฏิรูปอย่ามาโม้ หมดความชอบธรรมไปแล้ว 3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรเลย
4.นักการเมืองพฤติกรรมไม่ดี เป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องบอกประชาชนในขณะนี้ว่าพฤติกรรมไหนดีไม่ดีเพื่อประชาชนจะได้เข้าใจ ทำหรือยัง? และถ้าเลือกตั้งแล้วได้นักการเมืองไม่ดีจะทำอย่างไร ใครจะแก้ไข บังคับใช้กฏหมายสิครับ ตอนนี้บังคับใช้กฏหมายดีแล้วหรือยัง 

มีทั้ง ม.44 มีทั้งทหารเป็นกองทัพ ตำรวจทั้งกรม
จับ ธรรมชโย จับทักษิณมาดำเนินคดีได้หรือยัง
ทำสิครับไม่ต้องตั้งคำถาม ทำหน้าที่ตัวเองดีแล้วหรือยัง
ยังจะมาถามคำถามที่ไม่ใช่คำถามแต่เป็นสิ่งที่ตนเองมีอำนาจต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะถึงนี้ 

ไม่ใช่"หลงตัวเอง" คิดว่าถ้าประชาชนหลงเชื่อตอบคำถามเข้าทางแล้วตัวเองจะอยู่ต่อแล้วจะทำสำเร็จ ไม่มีทางครับ 3 ปีนี้เพียงพอแล้วว่าเสียเวลาชาติไปมากแล้ว

เอาเวลาที่คิดตั้งคำถามไปตามจับคนวางระเบิด ร.พ. พระมงกุฎ ไห้ได้เสียก่อนได้ไม๊ครับ เพราะประชาชนที่ท่านตั้งคำถามร้อยละ 75% เขาใว้ใจและเชื่อใจท่านเรื่องความสงบเรียบร้อย ว่าท่านจะทำได้

"วัฒนา เมืองสุข"ตอกกลับ"ประยุทธ์"ควรละอายที่ออกมาถามประชาชน




https://www.youtube.com/watch?v=jKUu5VMwfzo

"วัฒนา เมืองสุข"ตอกกลับ"ประยุทธ์"ควรละอายที่ออกมาถามประชาชน


jom voice

Published on May 28, 2017

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ Thais Voice กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้ง 4 คำถามให้ประชาชนตอบก่อนที่จะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 60 ว่า แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้อยู่แล้วว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ที่บอกว่าจะปราบโกงได้ จะปฎิรูปประเทศ จะสร้างประชาธิปไตย สุดท้ายก็ทำไม่ได้สักอย่าง เพราะหากมั่นใจว่า กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญที่ร่างกันออกมาใช้ได้ผลจริง ก็คงไม่มีคำถาม 4 ข้อนี้ออกมา จะมาเรียกหาธรรมาภิบาลจากรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่ รัฐบาลคสช.เองขาดธรรมาภิบาลมาโดยตลอด ยังไม่รู้สึกละอาย แต่ยังหน้าหนามาตั้งคำถามให้ประชาชนตอบอีก

...



http://news.voicetv.co.th/thailand/493474.html

อนาคตได้รัฐบาลไม่ดี ประชาชนโหวตถอดถอนได้
ถามกลับ!!!! ปัจจุบันได้รัฐบาลไม่ดีประชาชนจะทำอย่างไร? ในระบบนี้

มิตรสหายท่านหนึ่ง

...

รัฐบาลไหนๆก็ดีกว่าท่านทั้งนั้นแหละครับ
สงสารรัฐบาลต่อไป ที่ต้องมาตามแก้ไขปัญหาที่ท่านทิ้งเอาไว้

มิตรสหายอีกท่านหนึ่ง