วันศุกร์, ธันวาคม 09, 2559

คลิป 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเข้ารับฟังการไต่สวนในคดีโครงการรับจำนำข้าว ตอบคำถามสื่อ



https://www.facebook.com/tv24official/videos/1233303580062975/

#TV24 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเข้ารับฟังการไต่สวนในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยมีประชาชน เกษตรกร และชาวนา เดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตราบใดที่คดียังไม่สิ้นสุด ก็จะขอต่อสู้อย่างเต็มที่ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น อยากให้ใช้โอกาสนี้ดูผลงานของทุกกระทรวงและดูความต้องการเรื่องเศรษฐกิจ ว่าประชาชนต้องการอะไร เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้มาซ้ำเติมประเทศเพราะปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญเพื่อสะท้อนไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ด้วย ขณะเดียวกันรู้สึกกังวลกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายลูก โดยเฉพาะร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งไม่อยากให้กีดกันกันพรรค และขอเปิดโอกาสให้ประชาชนควรมีส่วนร่วมมากกว่านี้

ที่มา TV24
.....


.....



https://www.facebook.com/tv24official/videos/1233048873421779/


ตอนนี้ กรงเล็บแห่งเสรีภาพของสื่อยักษ์ใหญ่ทั้งโลก กำลังทำงานอย่างสุดกำลัง ไม่รู้ว่า พลังต้านทานของ เกราะ กะลานีเซีย จะต้านทานได้นานแค่ไหน รู้แต่ว่า โลกทั้งใบ เขาไม่เอาด้วยแน่ๆๆๆแล้ว....





ตอนนี้ กรงเล็บแห่งเสรีภาพของสื่อยักษ์ใหญ่ทั้งโลก กำลังทำงานอย่างสุดกำลัง ไม่รู้ว่า พลังต้านทานของ เกราะ กะลานีเซีย จะต้านทานได้นานแค่ไหน รู้แต่ว่า โลกทั้งใบ เขาไม่เอาด้วยแน่ๆๆๆแล้ว....

ในเมื่อ นสพ.ยักษ์ใหญ่ ของอังกฤษ อายุมากกว่า 200 ปี เล่นซะหนักขนาดนี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ใครที่คิดทำและเริ่มต้นเรื่อง ฺBBC Thai คงเอาตีนก่ายหน้าผากแล้วตอนนี้....

จาก พาดหัว ของ The Times ที่หนักหน่วงกว่า จนทำให้เรื่องราวในวันก่อนของ BBC Thai เป็นเด็กเล่นขายของไปเลยยย.....

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

จากกรณีของ The times , 7 december 2016,Thailand

(ลายแทงก็คือลายแทง)

นี่คือโลกเสรี นอกกะลา ใครอยากรู้เรื่อง ก็ใช้ VPN เจาะกะลาออกไปดูกันเอง...

เครืองมือ เจาะกะลา อยู่ที่นี่ : https://github.com/ThailandF5CyberA…/…/blob/master/README.md


พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall

ooo





มาตราการใหม่ล่าสุด..."การกดเพดานเสรีภาพในโลกออนไลน์ให้ต่ำลง"

คนเล่นเฟสบุ๊คโดนด้วย เพียงแค่กดไลค์ หรือ กดติดตาม ตำรวจก็คุกคามแล้ว.....
ขณะนี้อย่างน้อยสุดมี 6 รายที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียก โดยทั้งหมดมาจากกรณีกดติดตามหรือกดไลก์บางสเตตัสเฟซบุ๊ก

การสร้างความกลัวให้ขยายวงเริ่มต้นแล้ว !

นี่ขนาด กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ และร่างพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ (แก้ไข)ยังไม่มีผลบังคับใช้ ถ้าเปรียบง่ายๆ ว่า แค่(โจร)มีไม้ มีมีด ยังซ่ากันขนาดนี้ ถ้าพวกแม่งถืออาวุธสงคราม(กฎหมายใหม่) จะกร่างกันขนาดไหน !

.....



พยาธิร้ายที่กร่อนกินจิตวิญญานแห่งมนุษยชาติในประเทศไทยขณะนี้เป็น ยุคแห่งการกดขี่ข่มเหงในทางกฎหมายต่อประชาชนที่เห็นต่าง





เห็นที่ อจ.ชาญวิทย์ เขียนต้อนรับ อจ.ตุ้ม สุดสงวน สุธีสร ตอนออกจากคุกแล้วใจระเหี่ย

“Charnvit Kasetsiri shared ตรีชฎา ศรีธาดา channel's live video.
17 hrs ·
Welcome back to a bigger cage
ยินดีต้อนรับ อ.ตุ้ม สู่กรงที่ใหญ่กว่า ข้างนอก ครับ”

ข้อหาต่อ อจ.ตุ้ม ที่ทำให้ต้องไปนอนคุกหนึ่งเดือนก็คือ ‘หมิ่นประมาท’ คนสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในในบริหารหรือฝ่ายตุลาการ ไม่เพียงแต่พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามเนื้อถ้อยตัวบทมาตรา ๑๑๒ ของกฎหมายอาญาเท่านั้น

ตั้งแต่ คสช. ครองเมืองเป็นต้นมาเกือบสามปี มันเป็นพยาธิร้ายกร่อนกินจิตวิญญานแห่งมนุษยชาติในประเทศไทยลึกเข้าไปยิ่งขึ้นทุกวัน ในความหมายของ deep state (ที่ ‘ฟ้าเดียวกัน’ เรียกว่า ‘รัฐพันลึก’) ก็ว่าได้

การวิพากษ์วิจารณ์และประท้วงเรียกร้องสิทธิความเสมอภาค มักจะถูกคณะทหาร คสช. เอาข้อหาบ่อนทำลายและก่อกวนความสงบยัดให้ด้วย กฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ และ พรบ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อไปจะยกระดับเป็นกฎหมายที่ใช้กำกับการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนเข้มงวดยิ่งขึ้น

จึงไม่แปลกถ้าจะเรียกยุค คสช. ว่าเป็นยุคแห่งการกดขี่ข่มเหงในทางกฎหมายต่อประชาชนที่เห็นต่าง

การปรับทัศนคติ และการควบคุมตัวตอนวันศุกรโดยยังไม่มีข้อหาเพื่อให้ติดเสาร์-อาทิตย์ ต้องนอนคุกนอนตะรางสามคืนไม่สามารถประกันตัวได้จนถึงวันจันทร์ กลายเป็นเพทุบายกลั่นแกล้งที่พวกสนับสนุนรัฐประหารยุยงให้ คสช. นำออกใช้กับฝ่ายตรงข้ามของตนมากๆ

รายงานของ ‘ประชาไท’ เมื่อวานเรื่องผู้ใช้โซเชียลมีเดีย “ไปกดไลก์ กดแชร์โพสต์ที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” จึงถูกตำรวจโทรศัพท์ไปก่อกวนคุกคามมากมาย ฐานที่เป็นผู้ติดตามอ่านโพสต์ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ในประเทศฝรั่งเศสและมีผู้ติดตามอ่านข้อเขียนบนเฟชบุ๊คของเขาเป็นประจำเกือบ ๓ แสนราย

ประชาไทยังรายงานถึงการเรียกประชาชนบางคนไปปรับทัศนคติโดย คสช. อีกหลายพื้นที่ ซึ่งยังดำเนินอยู่กระทั่งขณะนี้ “อีกรายหนึ่งเป็นเพศชาย อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยเขาถูกเรียกตัวไปพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองปราบปราม หลังจากกดไลก์โพสต์สเตตัสของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล”

ก่อนหน้านี้ที่สุโขทัยก็มีชายวัย ๒๓ ปี ถูกนำตัวไปสอบสวนเพราะกดไล้ค์ติดตามเฟชบุ๊คของ ‘สมศักดิ์ เจียมฯ’ เช่นเดียวกับอีกสองรายที่ประจวบคีรีขันธุ์และสมุทปราการ

(http://www.prachatai.org/journal/2016/12/69155)

เท่านี้ละหรือสำหรับรัฐบาล คสช. ที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าใหญ่ได้แต่ครื้นเครงกับการเต้นแอโรบิค จนหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์คไทมส์เรียกว่า ‘the master of aerobic chief’





ขณะที่ภาคใต้ประสพอุทกภัยอย่างหนักทั่วทั้งพื้นที่ ขนาดมีภาพสุนัขพากันหนีน้ำไปติดอยู่บนหลังคาบ้าน พร้อมทั้งบรรยายภาพว่าพวกตูบเหล่านั้นเขาถามหา ‘ลุง’ กัน

อีกภาพเคลื่อนไหวจากพัทลุง เห็นกระบือจำนวนนับสิบๆ พากันลอยคอว่ายหนีน้ำหลากติดยอดไม้ไปหาถนนที่สูง ขณะที่นายกฯ ของคนดีทั้งหลายไปร่วมงาน ปราบคอรัปชั่น เต้นแอโรบิคเก๋ไก๋อีกเหมือนกัน





เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะพวกสังกัด ‘ความมั่นคง’ ตอนนี้กำลังเคร่งเครียดประชุมวางแผนสนธิกำลังเป็นการใหญ่ มุ่งมาดตะล่อมจับพระอาพาตหนึ่งองค์ ที่ได้รับความนิยม มีศานุศิษย์ล้นหลาม

ส่วนพระอีกองค์ซึ่งเป็นที่ยกย่องเหลือหลาย (ประเภทลงนะหน้าทองของวัดอ้อน้อยที่เคยดัง เดี๋ยวนี้ต้องชิดซ้าย) ชำนาญการลงเลขเสกยันตร์ โด่งดังด้วยชัยชนะของดอแนลด์ ทรั้มพ์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ไม่ทราบว่าเจ้าตัวเป็นปลื้มแค่ไหน แต่ลูกศิษย์ ‘เจ้าคุณธงชัย’ เชื่อหัวปักหัวปำว่า ถ้าไม่ได้ธงม่วงของท่านละก็นายดอแนลด์ต้องปิ๋ว

หน่วยงานของรัฐอย่างกรมการขนส่งทางบก จึงต้องนำแผ่นป้ายทะเบียนรถเลขสวย หมวด ๔ กก ไปให้ท่านปลุกเสกเพื่อความขลังของปีไก่ แล้วจะได้นำออกประมูลเป็นรายได้อูฟู

(http://www.thairath.co.th/content/806317)





นี่แหละวิธีการขับเคลื่อนประเทศตามแบบรัฐบาลตะหาน ทั้งๆ ที่ก็ยังมีรายงานเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐมีรายได้พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนปกติ ชนิดมีที่มาไม่ต้องทำนองคลองธรรม อยู่ไม่วาย

รายหนึ่งเป็นถึงอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีรายได้พิเศษจากการ“เป็นที่ปรึกษาบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ได้เงินเดือน ๆ ละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยในช่วงที่ผ่านมามีรายได้รวม ๔๒ ล้านบาท”

(http://www.isranews.org/…/investi…/item/52388-sanitlloo.html)





โดยเฉพาะบริษัทไทยเบฟนี่มีที่ปรึกษาคนสำคัญ ตามที่ Thanapol Eawsakul เขียนถึงไว้ว่า

“ข่าวนี้มาจากคุณลัดดา ตอนที่เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นแล้วลัดดาบอกว่า จำลองไปต้านทำไม เปรมเป็นที่ปรึกษาไทยเบฟไม่รู้หรือ”

และ “ถ้าศานิตย์ มหถาวร เป็นแค่ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ยังได้เงินจาก ไทยเบฟของ เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วคิดว่าคนอื่น ๆ จะได้เท่าไหร่”

อ่า...คนอื่นๆ นี่ ถ้าไม่ใช่ ‘ป๋าอุ่นใจ’ น่าจะได้คนละ ไม่ ๓ พัน ก็พันห้า ถ้ามีรายชื่ออยู่ในจำนวนประชากรยากจน ๘.๓ ล้านคน ที่รัฐบาล คสช. เค้าเห็นใจ ต้องการช่วยจริงๆ

(https://www.thairath.co.th/content/806051)

นี่ รมว.คลังยืนยัน “ไม่ได้แจกเงินเป็นของขวัญปีใหม่หรอกนะ” แต่ให้จริง จะได้มีเงินสดจับจ่ายเถลิงศกรัชกาลใหม่


ไทยก็มีนะจ๊ะ '2016 Person of the Year'





https://www.facebook.com/Prachaya.Philosophy/videos/1398305350202533/

ฟิตจริงๆ .....

นายกฯ ลงรถหลังตรวจ'สตช.' ไม่เปลี่ยนชุด ใส่ผ้าไหม-เสื้อราชปะแตน 'แอโรบิค' ออกกำลังกาย ที่ทำเนียบฯ

วันนี้ประชุม'ครม.'ด้วย ฟิตสุดๆ


คำคมจาก วินสตัน เชอร์ชิล





'อะไรที่ไม่สำคัญ ก็ปล่อยๆ ไปบ้าง'
'เป้าหมายของเราสำคัญกว่า'
.
"คุณจะไม่มีทางไปถึงยังจุดหมายได้เลย
หากคุณเอาแต่หยุด แล้วปาก้อนหิน
ใส่สุนัขทุกตัวที่คอยเห่าคุณ"
.
— วินสตัน เชอร์ชิล

รัฐบุรุษชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรสองสมัย นอกจากเชอร์ชิลจะเป็นทหารในกองทัพอังกฤษแล้ว เขายังเป็นนักประวัติศาสตร์และนักเขียนตัวยง โดยเขาเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เมื่อปั ค.ศ. 1953 อีกด้วย
.
"You will never reach your destination if you stop and throw stones at every dog that barks." — Winston S. Churchill

ที่มา FB

ประสบความสำเร็จ

ooo

10 สุดยอดคำคมของ วินสตัน เชอร์ชิล ที่จะช่วยสร้างทัศนคติที่ดีให้กับคุณ





พฤษภาคม 7, 2016
ที่มา Sumrej.com


คำคม หรือคำกล่าวของบุคคลที่ยิ่งใหญ่หลายๆท่าน มีส่วนสำคัญที่จะสามารถสร้างกำลังใจ หรือแม้แต่สร้างทัศนคติที่ดีให้กับผู้อ่านได้ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงถ้อยคำสั้นๆก็ตาม โดยคำคมของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในอดีตที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้น วินสตัน เชอร์ชิล ถึงแม้ร่างกายเขาจะล่วงลับไปเนิ่นนาน แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่และคำคมที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็ยังสามารถคงอยู่และสอนผู้คนได้ทุกยุคทุกสมัย

โดยประวัติของ วินสตัน เชอร์ชิล ชื่อเต็มคือ เซอร์ วินส์ตัน ลีโอนาร์ด สเปนเซอร์-เชอร์ชิล ( Winston Leonard Spencer Churchill) เขาเป็นรัฐบุรุษชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรสองสมัย เชอร์ชิลเป็นทั้งทหารในกองทัพอังกฤษ นักประวัติศาสตร์ และเป็นนักเขียนตัวยง โดยเขาเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาอักษรศาสตร์ และเป็นที่ยอมรับของประชาชนว่าเขาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสงครามของศตวรรษที่ 20 อีกด้วย

นอกจากมีประวัติที่ยิ่งใหญ่แล้ว ความคิดและทัศนคติของเขาก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าสุดยอดคำคมของ วินสตัน เชอร์ชิล ทั้ง 10 คำคม ที่จะช่วยสร้างทัศนคติและวิธีคิดที่ดีให้กับคุณได้ มีอะไรกันบ้าง เราไปชมกันเลย!

ทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ

“ทัศนคติคือสิ่งเล็กๆที่สามารถสร้างความแตกต่างอันยิ่งใหญ่” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

นิยามความสำเร็จ

“ความสำเร็จ คือการก้าวจากความล้มเหลวหนึ่งไปสู่อีกความล้มเหลวหนึ่งโดยที่ไม่สูญสิ้นศรัทธา” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

การเติบโตของคนเปรียบเสมือนต้นไม้





“ต้นไม้ที่ยืนต้นเพียงลำพัง หากมันมีโอกาสที่จะเติบโต มันก็จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

ความยากลำบาก





“การรู้ซึ้งถึงความยากลำบาก คือโอกาสแห่งชัยชนะ” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

การไม่ยอมแพ้

“ไม่มีวัน ไม่มีวัน และไม่มีวันยอมแพ้เป็นอันขาด” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

การมีเป้าหมายที่ชัดเจน





“คุณจะไม่มีทางไปถึงยังจุดหมายได้ หากคุณมัวแต่หยุดแล้วปาก้อนหินใส่สุนัขทุกตัวที่คอยเห่าคุณ” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

ให้ความสำคัญกับเวลา





“เวลานั้นเป็นกลาง แต่มันจะเข้าข้างคนที่หยิบฉวยและใช้มันอย่างเต็มที่” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

คำพูดเป็นนายของเรา





“เราเป็นนายของถ้อยคำที่ยังไม่ได้พูด แต่เราเป็นทาสของถ้อยคำที่ได้พูดออกไป” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

การมองโลกในแง่ดี

“คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะเห็นอุปสรรคอยู่ในทุกๆโอกาส แต่คนมองโลกในแง่ดีจะเห็นโอกาสอยู่ในทุกๆอุปสรรค” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)

การสร้างคุณค่าให้กับตนเอง และผู้อื่น

“เราดำรงชีวิตด้วยสิ่งที่เราได้หามา แต่เราสร้างชีวิตให้มีคุณค่าด้วยสิ่งที่เราให้ออกไป” — วินสตัน เชอร์ชิล (WINSTON CHURCHILL)


ชม.ผู้อ่อนประวัติศาสตร์... ความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง “การเสียดินแดน”






ภาพจากเพจ ณิชา สาวอีสาน‎ ผู้ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์


ธงชัย วินิจจะกูล:“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน

Tue, 2011-02-08 08:14

โดย ธงชัย วินิจจะกูล
ที่มา ประชาไท

ความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง “การเสียดินแดน” วางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ 4 ประการ

1. เข้าใจผิดว่า รัฐสมัยเก่า (ก่อนศตวรรษที่ 20) ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่

ความจริง – รัฐสมัยเก่าไม่ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าเป็นเรื่องของเจ้าที่มีอำนาจมากถืออำนาจบาตร ใหญ่เหนือเจ้าที่มีอำนาจน้อยกว่า ลดหลั่นเป็นลำดับชั้นกันลงไป คือ เป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อนั่นเอง เจ้าพ่อรายใหญ่ย่อมเรียก “ค่าคุ้มครอง” จากเจ้าพ่อรายเล็กกว่าในรูปของส่วยสาอากรผลประโยชน์ต่างๆและไพร่พล จากนั้นเจ้าพ่อทั้งรายใหญ่รายเล็กก็ไปขูดรีดเอากับไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพล ของตนอีกทอดหนึ่ง

อำนาจของเจ้าพ่อรายเล็กจึงอยู่ที่อำนาจเหนือไพร่ฟ้าข้าไทในเขต อิทธิพลของตน อำนาจของเจ้าพ่อรายใหญ่จึงอยู่ที่อำนาจเหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ในเขตอิทธิพลของตน อธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยนี้ยังไม่มี อำนาจขององค์อธิปัตย์หมายถึงอำนาจเหนือคน คือ เหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตชัดเจน บางทีก็มีบางทีก็ไม่มี ไพร่ฟ้าจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหนก็ยังถือว่ายังอยู่ ใต้อำนาจของเจ้าองค์เดิม หรือที่เรียกว่า “ใต่ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ของเจ้าองค์เดิม

“ดินแดน” ที่รัฐสมัยเก่าหวงแหนสุดขีดคือเมืองและวัง เพราะหมายถึงอำนาจของเจ้าพ่อ รัฐสมัยเก่าไม่หวงแหนชายแดน ยกให้เป็นของขวัญแก่ฝรั่งอังกฤษมาแล้วก็มี

2. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของรัฐเจ้าพ่อใหญ่

ความจริง – เจ้าพ่อรายเล็กที่ยอมเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ยังคงมี อำนาจเหนือเมือง วัง ไพร่ฟ้าข้าไทและเขตอิทธิพลของตน เพียงแต่ไม่ถือว่าเป็น “อิสระ” (คำว่า “อิสระ” แต่เดิมหมายถึงเป็นใหญ่สูงสุด ความหมายเพิ่งเปลี่ยนเป็น independence พร้อมๆกับรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง) จะถือว่าเป็น “อิสระ” ได้ยังไงในเมื่อยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐเจ้าพ่อใหญ่ แต่การสวามิภักดิ์มิได้หมายถึงตกเป็นสมบัติของรัฐเจ้าพ่อใหญ่แต่อย่างใด เพียงหมายถึงยอมอยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ “ความคุ้มครอง” ของเจ้าพ่อรายใหญ่กว่าและยอมจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ตามที่เจ้าพ่อรายใหญ่เรียกมาเท่านั้นเอง

“เขตอิทธิพล” หรือดินแดนที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนของเมืองขึ้นหรือประเทศราชจึงไม่ใช่สมบัติ ของเจ้าพ่อรายใหญ่ แต่แน่นอนว่าเจ้าพ่อใหญ่อย่างเจ้ากรุงเทพฯย่อมถือว่าประเทศราชเป็นสมบัติของ ตน

ทัศนะที่ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมา แต่โบราณ เช่น สุโขทัยเป็นเจ้าของทั้งแหลมมลายู จึงเป็นทัศนะประวัติศาสตร์แบบเจ้าพ่อใหญ่ เช่น เจ้ากรุงเทพฯ เจ้าอังวะ หงสา ฯลฯ แต่ทว่าไทย/สยามที่เป็นรัฐแบบชาติสมัยใหม่กลับรักษาทัศนะประวัติศาสตร์ของ เจ้ากรุงเทพฯและยกให้เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย ประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็น “ราชาชาตินิยม” คือไม่ใช่แค่ชาตินิยมอย่างประเทศอื่น แต่เป็นชาตินิยมที่คิดแบบเจ้ากรุงเทพฯ เช่น ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ

3. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นหรือประเทศราชหนึ่งย่อมขึ้นต่อเจ้าพ่อรายใหญ่เพียงรายเดียว เมือง ขึ้นของสยามย่อมขึ้นต่อสยามเท่านั้น ดังนั้นดินแดนประเทศราชย่อมเป็นของประเทศสยามแต่ผู้เดียว

ความจริง – ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯแทบทั้งหมดในประวัติศาสตร์เป็นเมืองขึ้นของ เจ้าพ่อใหญ่รายอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น พม่า (อังวะ หงสาวดี) และเวียดนาม (เว้ ตังเกี๋ย) เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าแบบเจ้าพ่อนั้น รัฐเล็กๆถือว่ายอม อ่อนน้อมต่อเจ้าพ่อใหญ่ดีกว่าโดนเจ้าพ่อลงโทษ ครั้นเจ้าพ่อใหญ่หลายรายมาเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็ยอมซะเท่าที่ยังพอทนไหว (หากทนไม่ไหวค่อยฟ้องเจ้าพ่อ ก. ให้มาจัดการกับเจ้าพ่อ ข.) ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯเป็นประเทศราชของ 2-3 เจ้าพ่อใหญ่ในเวลาเดียวกัน เจ้ากรุงเทพฯมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รู้ข้อนี้ดีว่าประเทศราชไม่เคยขึ้นต่อสยามแต่ผู้เดียว

ดังนั้น ขอบข่ายอำนาจของเจ้าพ่อใหญ่อย่าง สยาม พม่า เวียดนามจึงซ้อนทับกันเป็นแถบเบ้อเริ่ม เพราะต่างมี่ประเทศราชร่วมกัน อำนาจซ้อนทับแบบนี้ไม่เป็นปัญหาต้องแบ่งปันกันหรือรบราฆ่ากันเพราะทุกรัฐ สมัยเก่าขอแค่ประเทศราชยอมสวามิภักดิ์และจ่ายค่าคุ้มครองสม่ำเสมอเป็นใช้ได้

แต่ครั้นทุกรัฐรับธรรมเนียมสมัยใหม่จากฝรั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือดินแดนแบบซ้อนทับอีกต่อไป และถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องแย่งชิงกันว่าดินแดนของประเทศราชเป็นของใครกันแน่แต่ผู้เดียว ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การพยายามแข่งขันกันช่วงชิงดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว กรณี “เสียดินแดน” คือผลของการแย่งชิงกันแล้วสยามแพ้ สยาม“ไม่ได้ดินแดนมาเป็นของสยามแต่ผู้เดียว” ฝรั่งชนะจึงได้ไป

ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของรัฐไทยสมัยใหม่จึงแย่ยิ่งกว่าเจ้ากรุงเทพฯแบบก่อนศตวรรษที่ 20 เสียอีก คือ หลงคิดว่าประเทศราชเป็นของตนแต่ผู้เดียวมาแต่โบราณ ครั้นแย่งดินแดนประเทศราชกันแล้วแพ้เขา จึงเรียกว่า “ไทยเสียดินแดน”

4. เข้าใจผิดว่า ดินแดนของรัฐสมัยเก่ากำหนดชัดเจนแน่นอนว่าตรงไหนของใคร จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยเสียดินแดนไปกี่ครั้งกี่ตารางกิโลเมตร

ความจริง – จากที่อธิบายมาข้างต้นคงเห็นแล้วว่า อำนาจดินแดนของรัฐสมัยเก่ามีทั้งซ้อนทับกันและโดยมากไม่กำหนดขอบเขตดินแดน ชัดเจน ดินแดนของรัฐสยามสมัยใหม่ที่ชัดเจนมีเส้นเขตแบ่งปันเพิ่งเกิดขึ้นมาก็ต่อ เมื่อแย่งชิงกันจบด้วยกำลังทหาร (ซึ่งสยามสู้ฝรั่งไม่ไหว) สยามจึงไม่เคยเสียดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน
ในเมื่อไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช ไม่เคยเป็นเจ้าพ่อใหญ่แต่ผู้เดียวด้วยซ้ำไป แถมอำนาจเหนือดินแดนไม่มีขอบเขตชัดเจน การ “เสีย ดินแดน” แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการเสียอำนาจแบบเจ้าพ่อแบบโบราณ คือ ไม่สามารถอวดอ้างความเป็นอธิราชได้อีกต่อไป เรียกให้เขาอ่อนน้อมไม่ได้แล้ว เรียกเก็บผลประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน ในจารีตแบบรัฐราชาธิราชหรือรัฐเจ้าพ่อแบบสมัยเก่านั้น นี่เป็นการเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินอย่างที่สุดประเภทหนึ่ง ความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯจึงเป็นเรื่องของการที่พระองค์เสียพระเกียรติยศ อย่างสาหัส ไม่ใช่การ “เสียดินแดน” ในแบบที่เราวัดกันออกมาได้เป็นตารางกิโลเมตร

กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่องการ “เสียดินแดน” มีองค์ประกอบทางปัญญาสำคัญ 2 ประการ คือ

1.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราชมาแต่โบราณซึ่งเป็นทัศนะประวัติศาสตร์ ของเจ้ากรุงเทพฯ และต้อง ถือเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของตนด้วย

2.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวแบบชาตินิยมของรัฐชาติสมัยใหม่

องค์ประกอบทั้งสองประการเริ่มประมวลเข้าด้วยกันวาทการวาทกรรมการ “เสีย ดินแดน” โดยฝีมือของนักชาตินิยมอย่างหลวงวิจิตรวาทการและอีกหลายคนร่วมสมัยกับเขา โดยเริมผลิตมาตั้งแต่ประมาณต้นทศวรรษ 2470 (ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 เล็กน้อย) และกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมของรัฐไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำไปสู่การ “เรียกร้องดินแดนคืน” ในปี 2483และกรณีดังกล่าวมีผลให้วาทกรรมและความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ผิดๆ) เรื่องการ “เสียดินแดน” ฝังแน่นในสังคมไทย

วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัีง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทยตั้งแต่เริ่ม และยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเอกสาร power point ชุดหนึ่งแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เสนอว่า “ไทยเสียดินแดน” มาทั้งหมด 14 ครั้ง นี่เป็นตัวอย่างผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อที่สามารถผลิต โฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อ้างไปได้เรื่อยว่าปีนัง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ฯลฯ เป็นของไทยแต่เสียไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แม้แต่นักชาตินิยมรุ่นหลวงวิจิตรวาทการยังไม่เคยเพ้อเจ้อไปไกลขนาดนั้น คือในระยะแรกที่วาทกรรมการ “เสีย ดินแดน” เริ่มปรากฏตัวนั้น อย่างมากก็เสนอว่าเสีย 3-5 ครั้งและทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ยิ่งนานวัน จำนวนครั้งและดินแดนที่อ้างว่าเสียไปกลับมากขึ้นทุกที เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีหลักฐานหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการมอมเมาให้ไพร่ราษฎรหลงผิดงมงายกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม เอาความแค้นของเจ้ากรุงเทพฯและความคลั่งชาติมาเป็นความคิดของตน ยอมไปตายแทนเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทย

คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติ ศาสตร์การ “เสียดินแดน” ก็เท่ากับยังหลงเชื่อประวัติศาสตร์แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยม ต้องการ มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตายรับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำเท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน

ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง “เสีย ดินแดน” ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่ายๆ หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อนไม่ถือดินแดน ที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว เป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้

การวางตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่อย่างที่ทำ มาค่อนศตวรรษและกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างเก่งก็ชนะได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องรบอีกครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงเลยสัก นิด และหากจะใช้วิธีนี้คงต้องรบกับเพื่อนบ้านทุกด้ายตลอดแนวชายแดน เพราะมีปัญหาทั้งนั้น

การป่าวร้องว่าเขตแดนเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม เราจึงต้องไม่ยอมรับแผนที่ฝรั่ง ศาลฝรั่ง เขตแดนแบบฝรั่ง และจึงชอบธรรมที่จะไปเอาดินแดนคืนมา นี่เป็นเหตุผลแบบราชาชาตินิยมวิปลาศแบบสุดๆ คือ ถือว่าไทยยังเป็นเจ้าพ่อที่อ้างความเป็นใหญ่และเป็นเจ้าของดินแดนที่ไม่เคย เป็นของตน นี่ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ

คนที่กล่าวหาว่าคนอื่น “โง่” 3-4 ชั้นหลงตามฝรั่งในเรื่องเส้นเขตแดนจนเสียดินแดนให้เขมร คือพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะ ชาติ ชาตินิยม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่ออยู่ ล้วนเป็นของที่ไทยรับเอามาจากฝรั่งทั้งนั้น ในเมื่อเราหลีกไม่พ้นที่จะต้องอยู่กับมาตรฐานความสัมพันธ์กันแบบรัฐชาติสมัย ใหม่ที่เริ่มมาจากฝรั่ง เราก็ควรรู้เท่าทัน รู้จักปรับตัว ไม่งมงายไปกับชาตินิยมหรือประวัิติศาสตร์อันตรายอย่างการ “เสียดินแดน” คนพวกนี้เที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่าหลงฝรั่ง แต่กลับเสพติดงมงายกับสิ่งอันตรายที่ฝรั่งยุคอาณานิคมและยุคฟาสซิสต์ทิ้งไว้ ให้สังคมไทย หยุดหลอกลวงประชาราษฎรไปตายแทนลัทธิราชาชาตินิยมเสียที หาทางออกที่มีอารยธรรมกว่าสงครามไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าราชาชาตินิยมหมดท่าแล้ว จึงต้องใช้วิถีทางอนารยะบ้าคลั่งอย่างที่พยายามทำกันอยู่

หมายเหตุ:จากบทความเดิมชื่อ:“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน)

ปล้นเข้ามา..ยังจะอยู่ครบ4ปี..และจะอยู่เหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้งอีก8ปี..สร้างพันธนาการประเทศไว้20ปี - “โรดแมปการเมืองไทย” จะขยับออกไปอีก?





“โรดแมปการเมืองไทย” จะเลื่อนอีกไหม? จะมีเลือกตั้งปลายปี 60 หรือไม่? คลิกชมคำตอบ (คลิป)


ที่มา มติชนออนไลน์
8 ธ.ค. 59

แม้คีย์แมนของรัฐบาลและ คสช. ยืนยันว่า “โรดแมปการเมืองไทย” จะไม่เปลี่ยน
คือ จะมีการเลือกตั้งแน่นอนปลายปี 2560
แต่มีหลายตัวแปรที่อาจส่งผลให้สถานการณ์ไม่ดำเนินไปเช่นนั้น
มีปัจจัยอะไรบ้าง ทีมข่าวมติชน วีกเอ็นด์ ประมวลมาให้รับชม

.....

อยู่ไปเพื่ออะไรแย่ลงทุกวันคิดซิ
มิตรสหายท่านหนึ่ง


อัฟเดท... ทอล์คโชว์ของ "เบส" ที่วัดไทยในลาสเวกัส (ดูจำนวนคนฟังแล้ว น่าจะไม่คุ้มกับงบประมาณที่หน่วยงานสนับสนุนจ่ายให้ไปกล่อม)






ที่มา เพจ


KonthaiUk

ทอล์คโชว์ของ "เบส" ที่วัดไทยในลาสเวกัส ดูจำนวนคนฟังแล้ว น่าจะไม่คุ้มกับงบประมาณที่หน่วยงานสนับสนุนจ่ายให้ไปกล่อมนะ
-----------

Cr.Yuthana Lorsamran

ooo

ความคุ้มค่าในการลงทุน?





คอลัมน์ : โลกอสังหาฯ
ผู้เขียน : ดร.โสภณ พรโชคชัย
ที่มา โลกวันนี้

December 8, 2016

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นเราต้องทำให้คุ้มค่า หาไม่ก็ไม่ควรลงทุน เราจะมีวิธีคิดอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่า การคิดถึงความคุ้มค่าไม่ใช่การมักมากหรือตะกละตะกลามมุ่งหวังผลประโยชน์ใส่ตน ไม่ใช่การไปปล้นชิงทรัพย์จากผู้ใด และที่สำคัญไม่ใช่เรื่องการทำบาปกรรมใดๆทั้งสิ้น

การลงทุนใดที่ไม่คุ้มค่า ขาดทุน ย่อมสร้างความเดือดร้อนแก่ตนเอง ครอบครัวและบริวารพลอยไม่เจริญก้าวหน้าไปด้วย สังคมไม่ควรสับสนกับการทำดี ทำการกุศลที่มุ่งจะให้ และไม่ได้ทำการค้า ในทางโลกเราควรทำการค้าที่เป็นธรรม แต่ให้ได้กำไรที่สมควร และหาทางคืนกำไรเพื่อสังคมตามจิตอาสาจึงจะถูก

ขอยกตัวอย่างที่กำลังกล่าวขวัญกัน นั่นคือการเชิญคุณเบส-อรพิมพ์ รักษาผล ไปบรรยายเทิดพระเกียรติ 4 เมืองในสหรัฐอเมริกา เป็นการใช้เงินที่คุ้มค่าหรือไม่เพียงใด แต่ไม่ได้มีอคติใดๆกับเธอ เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมเขียนใน facebook ของผม (https://goo.gl/RuQbl3) ว่า

ถามราชการที่จ้างคุณเบสไปพูดที่อเมริกา 1.คุณจ้างเขาราคาเท่าไร เลี้ยงดูอีกเท่าไร 2.ในคณะมีเจ้าหน้าที่ติดตามไปกี่คน 3.นั่งเครื่องบินชั้นอะไร นอนโรงแรมสุดหรูไหม 4.รวมค่าใช้จ่ายเป็นเงินเท่าไร และ 5.มีคนฟังกี่คน

เอาเงินมหาศาลนี้ไปทำดีช่วยคนจนจะเป็นการเทิดพระเกียรติที่ดีกว่าใช้เงินเช่นนี้ไหม สมมุติงานนี้เสียเงินไป 20 ล้านบาท มีคนฟังรวม 2,000 คน เท่ากับต้นทุนคนละ 10,000 บาท ราชการใช้เงินคุ้มค่าหรือไม่

รัฐใช้งบเทิดพระเกียรติปีละ 17,200 ล้านบาท (http://bit.ly/2edAiGQ) สูงกว่างบหลายกระทรวง ทั้งที่คนไทยล้วนรักสถาบัน ทำไมใช้มากเช่นนี้ ผิดหลักพอเพียงไหม ฟุ่มเฟือยไปไหม ใช้ไปทางไหนบ้าง ตรวจสอบได้ไหม

ป.ล. เป็นการเหมาะสมหรือที่เอา “นักพูดร้อยศพ” (ที่พูดหน้างานศพให้คนร้องไห้กับคนตายได้ แม้คนพูดจะไม่รู้จักคนตายสักแอะ โดยการดราม่าต่อเติมเสริมแต่งเข้าไป) มาพูดเทิดพระเกียรติ (https://goo.gl/b2XGQB)

กรณีนี้ผมมุ่งชี้ให้เห็นความคุ้มค่าโดยสมมุติว่า ถ้างานนี้เสียเงินไป 20 ล้านบาท มีคนฟังรวม 2,000 คน เท่ากับต้นทุนคนละ 10,000 บาท จากภาพที่เห็นในข่าวของหนังสือพิมพ์มติชนเชื่อว่าคงไม่ถึง 500 คนที่มานั่งฟังการบรรยายในเมืองแรก หากรวม 4 เมืองที่เธอไปบรรยายก็น่าจะไม่ถึง 2,000 คนตามที่คาดการณ์ไว้ กรณีนี้ชี้ให้เห็นได้พอสมควรว่าการลงทุนให้เธอไปบรรยายที่สหรัฐอเมริกาในครั้งนี้อาจไม่คุ้มค่า

สมมุติถ้าหากคิดในเชิงธุรกิจ ก็คงไม่มีใครตีตั๋วคนละ 10,000 บาท มาฟังเธอพูดเรื่องนี้อย่างแน่นอน อย่าว่าแต่ 10,000 บาทเลย 1,000 บาท ก็คงจะเป็นไปได้ยาก ข้อนี้อย่าคิดในเชิงอคติหรืออกุศลนะครับ เรื่องเทิดพระเกียรติเป็นของสูงส่งยิ่ง แต่การลงทุนเชิญเธอไปพูดเรื่องนี้เป็นเงินมหาศาล เป็นสิ่งที่พึงทบทวนในแง่มุมของการลงทุน

ถ้าเรามีเงินคนละ 1,000 บาท หรือ 10,000 บาท แล้วตั้งใจจะทำดีเพื่อพ่อ เราจะเอาเงินนี้ไปซื้อบัตรฟังเธอพูดทำไม เรานำเงินจำนวนนี้ไปทำกิจกรรมเทิดพระเกียรติด้วยการไปช่วยคนยากไร้ ช่วยพัฒนาสังคม จะทำให้ประชาชนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นมากกว่าที่ทำกันอยู่แบบนี้

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เรายังเห็นเธอออกไปตระเวนพูด แต่การใช้เงินงบประมาณจำนวน 17,200 ล้านบาทนั้น สูงกว่างบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งกระทรวงอื่นๆอีก 6-7 กระทรวง จึงเป็นประเด็นที่พึงพิจารณาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและสถาบันที่พวกเราเคารพ

อย่างที่ทางราชการบอกไว้ว่า คนดีย่อมไม่กลัวกฎหมาย ย่อมไม่กลัวการตรวจสอบ ผมก็พูดในฐานะพลเมืองดีเท่านั้นเองครับ

โดยนัยนี้ความคุ้มค่าในการลงทุนใดๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ จึงพิจารณาได้ง่ายๆโดยไม่ต้องคำนวณอะไรให้ยุ่งยากในเบื้องต้นดังนี้

1.จะมีคนซื้อ คนใช้บริการตามที่เรามีค่าใช้จ่ายต้นทุนหรือตามมูลค่างานหรือไม่ เช่น เราสร้างตึกแถวขึ้นมาชุดหนึ่ง ต้นทุน 5 ล้านบาท บวกกำไรสุทธิที่สมควรเข้าไปอีก 500,000 บาท ขาย 5.5 ล้านบาท จะมีคนซื้อหรือไม่ เราตั้งราคาสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง

2. ถ้าเราไม่ลงทุนทำตึกแถว เอาเงินไปสร้างไปทำอย่างอื่น เช่น ทาวน์เฮาส์ หรือบ้านเดี่ยว จะเหมาะสมกับตลาดยิ่งกว่า จะมีผู้ซื้อมากกว่า จะได้กำไรมากกว่าหรือไม่

3. สิ่งที่เราสร้าง เราทำอยู่นั้น จะสามารถต่อยอดทางธุรกิจยิ่งขึ้นหรือไม่ หรือทำแล้วทุนหายกำไรหด ไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับเราเท่าที่ควร แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวถัดไปในอนาคตกลับทำให้เราถดถอยหรือไม่ เป็นต้น

ผู้คิดลงทุนใดๆจึงพึงคิดให้รอบคอบ ยิ่งการใช้เงินที่ไม่ใช่ของเราแต่มาจากภาษีอากรของประชาชนยิ่งต้องคิดให้ดี หาไม่สิ่งที่คิดว่าเป็นการทำดีอาจจะเป็นการทำบาป ขอทุกท่านโปรดไตร่ตรอง

คลิปปล่อยตัว อ.ตุ้ม-สุดสงวน สุธีสร เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (ต้อนรับสู่กรงที่ใหญ่กว่า )





https://www.facebook.com/DemocracyJournalist/videos/658626230977694/

คลิปจาก นักข่าวอิสระเพื่อประชาธิปไตย

ooo

ปล่อยตัวแล้ว อ.ตุ้ม มวลชนเสื้อแดงไปรอรับหน้าเรือนจำจำนวนมาก
วันที่ 8 ธันวาคม 2559 เวลา 13:57 น.
.

มวลชนจำนวนมากไปรอรับอาจารย์ตุ้มหรืออ.สุดสงวน อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำมวลชนเสื้อแดงที่ถูกศาลสั่งจำคุก 1 เดือนฐานะเมิดอำนาจศาล และได้รับการปล่อยตัววันนี้หลังครบกำหนดรับโทษ

เมื่อเวลา 06.00 น.วันนี้ั ที่ ทัณฑสถานหญิงกลาง ถนนงามวงศ์วาน นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยกลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งได้เดินทางมารอรับและมอบดอกไม้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ อาจารย์ สุดสงวน สุธีสร หรือ อาจารย์ ตุ้ม ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ได้รับการปล่อยตัว หลังถูกศาลฎีกาพิพากษาให้ต้องโทษจำคุก 1 เดือน จากกรณีนัดมวลชนชุมนุมและวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของศาลแพ่ง

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 โดยอาจารย์สุดสงวน พร้อมด้วยนางดารุณี กฤตบุญญาลัย และพวก ได้นำมวลชนมาชุมนุมที่หน้าศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก เพื่อวางพวงหรีดและชูป้ายข้อความวิจารณ์การทำหน้าที่ของศาลในคดีที่ กปปส.ฟ้องเพิกถอนการออกประกาศ ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาผูกติดไว้กับประตูรั้ว เพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว โดย ศาลฎีกา พิพากษาให้ลงโทษนางสุดสงวน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ให้จำคุก 1 เดือน โดยไม่ลงอาญา


Shavaritth Unyotha








...

Welcome back to a bigger cage
ยินดีต้อนรับ อ.ตุ้ม สู่กรงที่ใหญ่กว่า ข้างนอก ครับ
Welcome back to a bigger cage
ยินดีต้อนรับ อ.ตุ้ม สู่กรงที่ใหญ่กว่า ข้างนอก ครับ

Charnvit Kasetsiri


Thailand’s lèse majesté across borders





Thailand’s lèse majesté across borders


8 December 2016
Author: Patrick Jory, UQ
Source: East Asia Forum


Following a recent ASEAN Defence Ministers meeting in Vientiane, Thailand’s Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan remarked that the Laos government had responded to requests from the military regime to crack down on critics of Thailand’s monarchy residing across the border. This was followed by statements from Thailand’s police chief and foreign minister that extra efforts were being made to extradite these dissidents back to Thailand. How significant is this development?

Numerous critics of Thailand’s military regime charged with lèse majesté remain in exile in neighbouring Laos and Cambodia. Some of them continue their political activism, mainly through social media and YouTube channels. The case of Laos is significant, since there are deep ethnic, cultural, linguistic and religious ties between northeast Thailand — the heartland of the pro-Thaksin Red Shirts movement — and Laos. There is considerable sympathy for the Red Shirts in Laos.

Cambodia is a different case. There is no love lost between its strongman leader, Hun Sen, and Thailand’s military regime. In 2009 Hun Sen even appointed Thaksin as an economic advisorto his government. Hun Sen is skilled at whipping up Cambodian nationalism at any hint that Thailand is trying to interfere in the internal affairs of Cambodia.

It is likely that these remarks mainly reflect the desire of the Thai junta to publicly demonstrate its loyalty to the throne at a time of heightened royalism since the passing of former king Bhumibol, and as Thais awaited the formal accession to the throne of King Vajiralongkorn. Governments in recent years, whatever their political persuasion, have not missed an opportunity to publicly express their intentions to crackdown on critics of the monarchy.

Yet Thailand does have significant leverage over Laos, where it is a major investor. The regime may actually have the capacity to put more pressure on the Laos government to take a harder line with exiled critics of the monarchy residing there. The Laos government recently announced that it had closed down an ‘anti-monarchy radio station’ in response to requests by the Thai government. Some pro-Red YouTube channels produced by dissidents have also stopped broadcasting this month. And should Thailand’s military regime wish to pursue extraditions from neighbouring countries there is little the international community could do. The regime has shown on numerous occasions that it is relatively unperturbed by Western criticism.

But those who want to criticise the monarchy have plenty of other channels through which to do so. Thais in exile in the United States, the UK, France and Sweden, for example, keep up a steady stream of online political commentary and critique of the monarchy. Closing down critics in Laos will not affect this and there is no way that the junta could enforce extraditions from countries in the West.

Yet it is unlikely that the Thai government will expend much effort on this issue. The military regime is in a politically secure position. The succession to the throne of King Vajiralongkorn has proceeded as expected, albeit with a delay in the formal accession. The long mourning period in honour of the late king will be followed by the royal cremation, after which the coronation of Vajiralongkorn will take place. This means that for the next 1–2 years Thais will be subjected to a constant barrage of monarchist propaganda, enough to make it difficult for anti-regime activists to operate without being seen as being disloyal to the monarchy.

So at present anti-monarchy sentiment expressed in social media is a mild irritant, not a threat to the regime’s stability. Also, it is likely that after Vajiralongkorn’s imminent accession he may offer some royal pardons, as is the custom when a new king comes to the throne. Among those who receive pardons may be some who have been imprisoned on charges of lèse majesté. This will be portrayed by the regime as a demonstration of the generosity of the new king in the interests of reconciliation.

But the constant ratcheting up of measures to suppress criticism of the monarchy over the last decade — even in the last years of the enormously charismatic former king — does demonstrate that the authorities continue to believe there is a serious threat to the monarchy. The monarchy has been politicised by conservative political forces over the last decade of political conflict. Charges of lèse majesté have been their weapon of choice against the pro-Thaksin opposition.

Is the new king disposed to finding a way of depoliticising the monarchy in a way that might lead to a reduction in the use of the lèse majesté law? Nothing in his character suggests this might be the case. By contrast, his headstrong personality and ruthless way of dealing with those who incur his displeasure may excite even stronger criticism of the monarchy than was the case under the former king.

Indeed, just a few days after Vajiralongkorn formally ascended the throne a student activist was arrested and charged with lèse majesté for sharing a biography of the new king posted on Facebook by the BBC’s Thai language service containing details of the new king’s personal life.

It would seem, therefore, that the Thai authorities have no desire or incentive to limit the use of the lèse majesté law. The law is simply too politically useful to the monarchy and the military regime. Charges and prosecutions and threats of extradition will continue well into the future.


Dr Patrick
Jory is a Senior Lecturer in Southeast Asian History at the School of Historical and Philosophical Inquiry at the University of Queensland.

ooo



https://www.facebook.com/DemocracyJournalist/videos/658659960974321/

'บิ๊กป้อม' เผยวิทยุใต้ดินจัดรายการถึงสถาบัน จากลาว พบจัดผ่านFacebookแทน ตนแจ้งทางการลาวแล้ว มีตร.ติดตาม ขอให้เห็นใจทางลาว ที่กำลังช่วยไทย


นักข่าวอิสระเพื่อประชาธิปไตย


วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 08, 2559

ลิงค์ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. .... ชวนอ่านและแสดงความคิดเห็น



http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/draftconstitution2/ewt_dl_link.php?nid=872&filename=index

ooo

คำอธิบายอย่างย่อเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ที่มา Voice TV

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พร้อมด้วย นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง เลขานุการฯ และ นายศุภชัย ยาวะประภาษ กรธ. ร่วมกันแถลงและอธิบายเนื้อหาของ ร่างฯ ดังกล่าวเมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) โดยสรุปเนื้อหาได้ดังนี้

ร่างพระราชบัญญัติฯ ประกอบไปด้วย 10 หมวด 129 มาตรา เนื้อหามุ่งให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ประชาชนควรเป็นเจ้าของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์บุคคลบางกลุ่ม

จำนวนสมาชิกและเงื่อนไขในการตั้งพรรค

กำหนดให้การตั้งพรรคต้องรวมตัวกันให้ได้ 500คน จ่ายเงินทุนประเดิมอย่างน้อยคนละ 2,000บาท แต่ไม่เกิน 500,000บาท และในปีแรกต้องมีสมาชิกให้ได้ 5,000 คน จากนั้นภายใน 4 ปี ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 20,000 คน

ต้องตั้งสาขาพรรคอย่างน้อย 1แห่งในแต่ละภาคที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด มีตัวแทนประจำจังหวัดในแต่ละจังหวัด ไม่น้อยกว่า 100 คน และพรรคการเมืองต้องจดทะเบียนพรรคกับ กกต. อย่างไรก็ตาม กรธ. ไม่มีเจตนาเซตซีโร่พรรคการเมืองเก่า แต่พรรคการเมืองต้องปรับเปลี่ยนกติกาใหม่

หน้าที่พรรคการเมือง 4 ข้อ 

ต้องเสริมสร้างให้สมาชิกพรรค และประชาชนเข้าใจระบอบประชาธิปไตย ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้อง
เสนอแนวทางพัฒนาประเทศและแก่ปัญหาอย่างเหมาะสม

ต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างมีเหตุผล

ต้องส่งเสริมให้ประชาชนสามัคคี ปรองดอง และแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศอย่างสันติวิธี

บทลงโทษ

หากพรรคไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดใน พ.ร.ป. มีโทษถึงขั้นยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคด้วย

นอกจากนี้ ยังกำหนดโทษการกระทำผิดนำไปสู่การยุบพรรค อาทิ กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การปล่อยปะละเลยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเข้ามาครอบงำการดำเนินกิจการภายในของพรรค ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคแล้ว ห้ามบุคคลใดใช้ชื่อ ชื่อย่อ ตราสัญลักษณ์พรรคการเมืองนั้นซ้ำ หรือพ้องกับพรรคที่ถูกยุบ ห้ามกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือไปเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองอื่นภายใน 10 ปี

ทั้งนี้ กรธ.เตรียมจัดเวทีชี้แจงเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากนักการเมือง และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในวันที่ 14 ธ.ค.59 ณ สโมสรสันนิบาตสหกรณ์ โดยจะนำความเห็นมาปรับแก้ไขเนื้อหาต่อไป ส่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. คาดว่าจะมีการเปิดเผยเนื้อหาได้ภายในสัปดาห์หน้า

สังคมแบบไหนที่การกดไลก์เป็นอาชญากรรม? คนใช้เฟซบุ๊กโดนด้วย! ตำรวจเริ่มมาตรการใหม่เรียกตัวคนกดไลก์-ติดตาม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล




ที่มาภาพจาก pixabay

คนใช้เฟซบุ๊กโดนด้วย! ตำรวจเริ่มมาตรการใหม่เรียกตัวคนกดไลก์-ติดตาม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


Thu, 2016-12-08 15:32
ที่มา ประชาไท

หลังปรากฏการณ์ BBC Thai และไผ่ ดาวดิน ตำรวจเริ่มเรียกประชาชนธรรมดาผู้ใช้เฟซบุ๊กไป “ปรับทัศนคติ” บางกรณีบุกถึงบ้าน คุยครอบครัว ระบุชัดเพราะกดไลก์ติดตามเฟซบุ๊ก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์-ผู้ลี้ภัย-นักวิเคราะห์การเมือง

เป็นข่าวครึกโครมสำหรับการดำเนินคดีกับจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน หนึ่งในสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ตามมาด้วยการให้สัมภาษณ์ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ที่เน้นย้ำถึงการดำเนินการตามกฎหมายกับ BBC Thai

นอกเหนือจากนั้นยังมีปรากฏการณ์ “ดึงเพดานเสรีภาพต่ำ” ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา นั่นคือ การดำเนินการเรียกปรับทัศนคติประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊กที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าอาจกระทำการเข้าข่ายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เท่าที่รวบรวมข้อมูลในปัจจุบัน พบว่ามี 6 รายที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียก โดยทั้งหมดมาจากกรณีกดติดตามหรือกดไลก์บางสเตตัสเฟซบุ๊กของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 4 ธ.ค. 2559

ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งชื่อ พิมพ์ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท. เพื่อเรียกเข้าไปพูดคุยปรับทัศนคติ โดยเจ้าหน้าที่ระบุสาเหตุว่า เนื่องจากพิมพ์ไปกดไลก์ กดแชร์โพสต์ที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พิมพ์ ระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบค้นที่อยู่ของตนเองมาล่วงหน้าและได้สอบถามกับตนเองว่าอยู่ตามที่อยู่นั้นจริงหรือไม่ เมื่อพิมพ์ระบุว่าอยู่ต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่ได้ถามกลับมาว่าจะกลับเมื่อไร และเดินทางกลับมาอย่างไร ท่าทีดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้เธอรู้สึกเป็นกังวล และไม่สบายใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเองหรือไม่

“เราก็เป็นแค่คนหนึ่งที่สนใจการเมืองบ้าง แล้วพอดีมีข่าวกรณีบทความ BBC แล้วก็เห็นอาจารย์สมศักดิ์โพสต์เรื่องนี้ในเฟซบุ๊ก ปกติเราก็กดติดตามไว้ กดไลก์ไว้ แต่ไม่แชร์ ตั้งใจว่าหลังเลิกงานจะกลับมาอ่าน คืออยากรู้ไงว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังจากนั้นประมาณ1-2 วัน ก็มีโทรศัพท์ โทรเข้ามาเลย เป็นผู้ชาย แนะนำตัวว่าโทรมาจาก ปอท. โทรมาบอกว่า ผมต้องการคุยกับคุณ เนื่องจากที่คุณมีการกดแชร์ กดไลก์ข้อความที่สุ่มเสี่ยง และหมิ่นเหม่”

“ทีนี้เราก็เริ่มรู้สึกว่า อะไรเนี่ย มันรู้สึกว่าเราไม่ปลอดภัยทันที หลังจากนั้นเขาก็ถามซักใหญ่เลยว่า ตอนนี้อยู่ที่ไหนอยู่กรุงเทพหรือเปล่า พอเราบอกว่าอยู่ต่างจังหวัด เขาก็ถามว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ เขาต้องการเข้ามาคุยกับเราเพื่อให้เกิดความปรองดอง”

พิมพ์ เล่าด้วยว่าเจ้าหน้าที่พยายามหว่านล้อม และสร้างบรรยากาศในการการสนทนาให้ปลอดจากความกลัว โดยการพยายามบอกว่าตัวเองก็เป็น “คนเสื้อแดง” เหมือนกัน ทั้งที่พิมพ์เองไม่เคยนิยามตัวเองว่าเป็น “คนเสื้อแดง” และไม่เคยร่วมชุมนุมกับกลุ่มการเมืองใดๆ เลย จากความพยายามทำให้คู่สนทนารู้สึกปลอดภัยนั่นเองที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย เธอย้ำอีกครั้งว่า เจ้าหน้าที่พูดอยู่หลายครั้งว่า “ไม่ต้องกลัวนะไม่มีอะไร” ซึ่งเธอรู้สึกเหมือนกับว่านั่นเป็นคำพูดของผู้ใหญ่ที่เอาไว้ใช้หลอกเด็ก

“เราก็แค่กดไลก์ ปกติเราอ่านอะไรเราก็กดไลก์เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และเราก็ติดตามอาจารย์สมศักดิ์ และ บก.ลายจุด ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า หรือว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ๆ ถึงมีคนโทรมาคุกคาม มาทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย คือเราเป็นคนทั่วไป ไม่ได้รู้จักใครมาก ไม่มีเครือข่ายอะไร พอเกิดเรื่องก็นึกถึงอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ ก็เลยโทรไปบอกอาจารย์ก่อน ก็เลยได้มาคุยกับคนที่ทำงานด้านสิทธิหลังจากนั้น เรารู้สึกว่าเรายังโชคดีมากที่ยังพอมีคอนเน็คชั่น แล้วถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่มีอะไรเลยเขาจะแย่แค่ไหน เขาจะทำอย่างไร จะคิดมาก จนเครียดขนาดไหน” พิมพ์กล่าว

พิมพ์ให้ข้อมูลอีกว่า เจ้าหน้าที่พยายามถามย้ำหลายครั้งว่า เธอจบจากธรรมศาสตร์หรือไม่ ซึ่งสำหรับเธอคิดว่าการเรียนจบจากที่ไหนไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ควรสนใจมากขนาดนั้น แต่เธอถูกถามคำถามดังกล่าวถึง 3 ครั้งตลอดบทสนทนา แม้ว่าเธอจะรู้สึกว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการคุกคามอย่างหนึ่ง แต่เธอก็ยินดีไปพบเจ้าหน้าที่ตามที่ติดต่อมา โดยเจ้าหน้าที่ได้นัดพบกับเธออีกครั้งในเร็ววันนี้

ก่อนหน้ากรณีพิมพ์ 1 วัน สมศักดิ์แจ้งข่าวว่า เขาได้ข้อความจากเฟซบุ๊กที่แจ้งว่าโพสต์ของเขาเรื่องบทความใน BBC Thai เกี่ยวกับประวัติกษัตริย์องค์ใหม่ "looks like spam" คือ เหมือนจะเป็นสแปม พร้อมกับให้ยืนยันว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นสแปมหรือไม่ แม้สมศักดิ์จะกดตอบไปว่า "ไม่ใช่สแปม" แต่เฟซบุ๊กกลับบล็อคกระทู้นั้นไปพร้อมกับมีข้อความว่า "ขอบคุณที่ feedback" สร้างความประหลาดใจให้เจ้าของโพสต์อย่างมาก ขณะเดียวกันแฟนคลับของเขาหลายรายก็เข้ามายืนยันว่าพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงโพสต์นั้นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวตรวจสอบอีกครั้งในวันนี้ (8 ธ.ค. 59) พบว่าโพสต์ดังกล่าวของสมศักดิ์สามารถเข้าถึงได้ตามปกติแล้ว

ปรากฏการณ์เรียกปรับทัศนคติผู้ใช้เฟซบุ๊กในลักษณะเดียวกันยังมีเกิดขึ้นอีกในหลายพื้นที่ เช่น ในจังหวัดสุโขทัยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเป็นเพศชาย อายุ 23 ปีมาสอบสวน หลังจากพบว่ามีการใช้เฟซบุ๊กไปกดติดตาม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ ไผ่ ดาวดิน โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวทำการคำขอขมาต่อ “การกระทำอันไม่เหมาะสม” ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 และพระราชินี พร้อมทั้งยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำอันรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ได้มีเจตนาคิดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการปรับทัศนคติ

ผู้สื่อข่าวได้รับการยืนยันข้อมูลอีกว่าด้วยว่า มีการเรียกพบในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายหนึ่ง เป็นเพศชาย อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยเขาถูกเรียกตัวไปพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองปราบปราม หลังจากกดไลก์โพสต์สเตตัสของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หลังเข้าพบหารือกับตำรวจเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจก็กลับออกมาโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กอีก 2 รายในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และสมุทรปราการ ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากกองปราบปรามว่ามีพฤติกรรมหมิ่นเหม่จากการกดไลก์สเตตัสของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และต้องการนัดวันเวลาในการเข้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้แหล่งข่าวไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในส่วนอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ชนกนันท์ รวมทรัพย์ หรือ การ์ตูน หนึ่งในสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าอบรมกับภาคประชาสังคมในต่างประเทศให้ข้อมูลว่า หลังจากเกิดกรณีจับกุม ไผ่ ดาวดิน เธอได้โพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กโดยมีใจความสำคัญคือ ข้อเสนอให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 และขอให้ยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ โดยหลังจากที่เธอโพสต์สเตตัสดังกล่าวได้มีทหารไปพบกับครอบครัวของเธอที่อยู่ในไทย โดยบอกกับครอบครัวของเธอว่า เธอมีโอกาสที่จะถูกกักตัวที่สนามบินเมื่อเดินทางกลับมาประเทศไทย หรืออาจจะถูกกักตัวในขณะที่เดินทางไปขึ้นศาลในคดีส่องโกงราชภักดิ์ ในวันที่ 23 ธ.ค. 2559 เนื่องจากโพสต์ดังกล่าวมีลักษณะที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีผู้กดติดตามประมาณ 286,000 ราย (16.00 น. 8 ธ.ค.) หลังมีข่าวการเรียกบุคคลเผยแพร่สู่สาธารณะราว 1 ชม.กว่า ปรากฏว่าผู้ติดตามลดลงเหลือ 283,400 ราย (17.20 น. 8 ธ.ค.)

หมายเหตุ มีการอัพเดทเนื้อหา (18.43 น.)


ooo
ความเห็นอ.สมศักดิ์ต่อข่าว...

มาตรการสิ้นคิด เพื่อปิดกั้นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกษัตริย์ใหม่

ความจริง วันสองวันนี้ ผมรู้สึก "อุ่นใจ" (เพราะมี "ป๋ามา") เลยนึกว่า จะกลับไปใช้เวลาอ่านหนังสือให้มากขึ้น และพยายามทำต้นฉบับบทความต่างๆและหนังสือที่ค้างไว้นานที่ไหนได้ เพิ่งเห็นข่าวนี้ http://www.prachatai.org/journal/2016/12/69155

ก็ได้แต่รู้สึกสังเวชนะ ตามรายงานของ "ประชาไท" นี้ มีผู้โดนเรียกหรือโดนตำรวจไป "เยี่ยม" 6 ราย อันเนื่องจากมาตามข่าวคราวที่ผมโพสต์เกี่ยวกับกษัตริย์องค์ใหม่


Somsak Jeamteerasakul

.....



IMPORTANT—The Thai junta's war on truth in the Rama X era is escalating. Thai authorities are harassing Facebook followers of exiled academic Somsak Jeamteerasakul, the most respected and widely followed critic of the military dictatorship.

I have a much smaller following than Ajarn Somsak, and I am considered less of a threat because I am less respected in Thailand and I post in English rather than Thai, but it is reasonable to assume that people commenting on my page are also at risk.

I have been concerned for a long time that this could happen, so several years ago I set my friends list and followers list on Facebook to private. So if you are my Facebook friend or follower, your identity remains protected. My other privacy settings are zero, so that anybody can read and comment on my Facebook page, even if you are not a FB friend or follower. You can read my page even if you don't have a Facebook profile at all. 

The junta's behaviour is a sign of extreme desperation. Prayuth is very afraid. He is bound to be overthrown sooner or later, but unfortunately many Thais will probably be jailed or killed as he fights for his survival. Please keep reading my page, and take part in the discussion if you can do so safely, but be smart and please don't put yourself at risk.

Everybody in Thailand should be using Tor by now, and concealing their Facebook identity, and taking other steps to protect themselves. If you are not doing this yet, please start. Things will get much worse before they get better.




ooo


ชวนอ่านบทความเมื่อ ปีที่แล้ว


สังคมแบบไหนที่การกดไลก์เป็นอาชญากรรม?




พนักงานสอบสวนนำตัวฐนกร ผู้ต้องหาคดีโพสต์แผนผังทุจริตอุทยานราชภักดิ์ ฝากขังผลัดแรกที่ศาลทหาร ที่มาภาพ: http://m.manager.co.th/Crime/detail/9580000137045


Date: 21 ธันวาคม 2015
โดย สฤณี อาชวานันทกุล
Thai Publica


ผู้เขียนเพิ่งเขียนเรื่อง ““พัฒนาการ” ของการตีความ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์” (อ่านย้อนหลังได้จากหน้านี้) ไปเมื่อไม่ถึงสามเดือนก่อน น่าเศร้าที่ “พัฒนาการ” ดังกล่าวปรากฎเพียงสั้นๆ ประหนึ่งผีพุ่งไต้ที่สว่างวาบชั่วครู่ยามก่อนจะลับหายจากขอบฟ้า

ผู้เขียนกำลังพูดถึงกรณีที่คุณฐนกร ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายหนึ่ง ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 ทหารคุมตัวไปสอบปากคำหลายวันโดยไม่เปิดเผยสถานที่ และไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าพบ

มูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง หรือเครือข่ายพลเมืองเน็ต (หมายเหตุ: ผู้เขียนปัจจุบันเป็นประธานกรรมการมูลนิธิ) สรุปกรณีดังกล่าวในแถลงการณ์ของเครือข่ายฯ เรื่อง “รัฐบาลต้องสนับสนุนการตรวจสอบของประชาชน” วันที่ 17 ธันวาคม 2558 (อ่านออนไลน์ได้จากเว็บเครือข่ายฯ) ตอนหนึ่งว่า

“…ฐนกรถูกแจ้งความดำเนินคดี …โดยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในฐานความผิด “นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” ตามมาตรา 14 ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และ “ดูหมิ่นกษัตริย์” ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา จากการกระทำ 3 เหตุการณ์ ได้แก่ “1. กดไลก์ [LIKE] รูปภาพในเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่นสถาบันฯ 2. คัดลอกและแชร์รูปภาพประชดเสียดสีสุนัขทรงเลี้ยงในเฟซบุ๊ก และ 3. คัดลอกและแชร์รูปภาพแผงผังเปิดโปงทุจริตอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งเป็นการต่อต้านการทำงานของรัฐและปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบ”





ผู้เขียนเห็นด้วยกับจุดยืนของเครือข่ายพลเมืองเน็ต ดังแถลงการณ์ดังกล่าวว่า “แม้การเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่าย “ยั่วยุปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และ “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อาจถูกศาลตัดสินให้เป็นความผิด แต่การแสดงออกถึงความรู้สึกต่อเนื้อหาดังกล่าว [เช่น การกดไลก์] ไม่มีฐานความผิดตามกฎหมาย อีกทั้งไม่ถือเป็นการสนับสนุน เพราะการสนับสนุนต้องเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดขึ้นขณะที่กระทำความผิด และผู้สนับสนุนต้องมีการกระทำบางอย่างในการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิด ซึ่งการกดไลก์นั้นไม่เข้าเงื่อนไขใดเลย”

ผู้เขียนคิดว่า ลำพัง “สามัญสำนึก” ก็บอกเราได้ว่าการกดไลก์ไม่น่าจะผิดกฎหมายอะไรเลย เพราะมันเป็นเพียงการแสดงความรู้สึกเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกนี้บ่อยครั้งก็ไม่ใช่ “ถูกใจ” ด้วยซ้ำไป หลายคนอาจ “ไม่ถูกใจ” แต่เลือกที่จะกดไลก์เพจหรือข้อความนั้นๆ เพียงเพื่อจะได้กลับมาติดตาม (ทำให้ลิงก์เพจ/ข้อความยังเวียนวนอยู่ในฟีด (feed) หน้าจอ) หรือเป็นสัญญาณบอกผู้สร้างเพจ/ข้อความว่า “ฉันแวะมาแล้วนะ” บางคนไล่กดไลก์ดะข้อความของเพื่อนเพียงเพราะอยากให้กำลังใจ ไม่เคยกดเข้าไปอ่านด้วยซ้ำ ไม่นับเหตุผลอื่นๆ อีกร้อยแปดพันเก้า

ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมเฟซบุ๊กจึงส่งข้อมูลการกดไลก์ของเราไปขึ้นหน้าฟีดของคนอื่น (คนที่เป็น ‘เพื่อน’ หรือเฟรนด์ของเราในเฟซบุ๊กบางทีจะเห็นข้อความ “X กดถูกใจ [ลิงก์ข้อความ]”) ทำไมไม่บอกให้เรารู้ว่าส่งไปที่ไหน และทำไมจึงไม่ให้เรามีสิทธิควบคุม – จะสั่งห้ามไม่ให้เฟซบุ๊กเผยแพร่กิจกรรมการกดไลก์ของเราก็ไม่ได้?

คำตอบคือ กิจกรรมของเราทุกคน โดยเฉพาะการกดไลก์และแชร์ คือหัวใจของโมเดลการหารายได้ของเฟซบุ๊ก สาเหตุหลักที่เราสามารถใช้บริการต่างๆ ของเฟซบุ๊กได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย คือ เฟซบุ๊กทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายพื้นที่โฆษณา และเอากิจกรรมของเราแต่ละคนไปเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณา

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเรากดไลก์แชมพูยี่ห้อหนึ่ง เฟซบุ๊กก็สามารถเก็บค่าโฆษณาจากบริษัทแชมพูเจ้านั้น ด้วยการขึ้นข้อความแจ้ง ‘เพื่อน’ เราบนเฟซบุ๊กว่า เรากดไลก์ยี่ห้อนี้แล้วนะ ราวกับมาสะกิดว่า “ดูสิ เพื่อนคุณในเฟซบุ๊กเขา “ถูกใจ” แชมพูยี่ห้อนี้นะ คุณก็น่าจะลองดูบ้าง”

การจัดลำดับเนื้อหาต่างๆ ที่เราแต่ละคนเห็นในฟีด (หน้าหลักเมื่อล็อกอินเข้ามา) แทบทั้งหมดเป็นผลลัพธ์จากการขายโฆษณาของเฟซบุ๊ก ซึ่งซอฟแวร์ก็ประมวลผลอัตโนมัติจากกิจกรรมการกดไลก์กดแชร์ของเราแต่ละคน

ดังนั้นเมื่อมองในแง่ธุรกิจ แน่นอนว่าเฟซบุ๊กย่อมไม่อยากให้เรามีอำนาจควบคุมการเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ว่าเรากดไลก์อะไรไปบ้าง เพราะมันจะทำให้โมเดลธุรกิจนี้ใช้การไม่ได้ – ถ้าเราและคนจำนวนมากสั่งปิด ไม่ให้ข้อมูลเรื่องการกดไลก์ไปขึ้นฟีดคนอื่น บริษัทห้างร้านต่างๆ ก็จะใช้ข้อมูลนี้ในการเอาเราไปโฆษณากับ ‘เพื่อน’ ของเราในเฟซบุ๊กไม่ได้

ในเมื่อกิจกรรมการกดไลก์ของเราเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการหารายได้ของเฟซบุ๊ก จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุกครั้งที่เรากดไลก์ เฟซบุ๊กจะไปบอกให้ใครรับรู้บ้าง

นอกจากนี้ ผู้สร้างเนื้อหาที่เรากดไลก์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือลบเนื้อหานั้นๆ ได้ทุกเมื่อ โดยที่เราไม่รู้เรื่องด้วย (ซึ่งเรื่องนี้ก็มี “ดราม่า” ให้เห็นมาแล้วมากมาย อย่างเช่นกรณี “เพจดัก” ที่ตั้งชื่อเพจเก๋ๆ ดึงดูดความสนใจ ล่อหลอกให้คนมากดไลก์ พอมีคนไลก์ถึงหลักร้อยหรือหลักพันก็เปลี่ยนชื่อเพจ เปลี่ยนเนื้อหาเสียดื้อๆ)





บทความใน WIRED อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้กดไลก์ทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นเวลา 48 ชั่วโมงติดต่อกัน ที่มาภาพ: http://www.wired.com/2014/08/i-liked-everything-i-saw-on-facebook-for-two-days-heres-what-it-did-to-me/

ในเมื่อเราไม่รู้ว่ากดไลก์แล้วมันจะไปโผล่ที่ไหน สั่งเฟซบุ๊กให้เลิกเผยแพร่ก็ไม่ได้ ควบคุมเนื้อหาที่กดไลก์ก็ไม่ได้ เพราะเนื้อหานั้นสามารถถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อโดยผู้สร้าง การที่ตำรวจหรือใครจะอ้างว่า การกดไลก์อาจเป็นการแสดง “เจตนา” ที่จะเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย จึงเป็นการตีความแบบ “หลุดโลก” ชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในสังคมสมัยใหม่ และเท่าที่ผู้เขียนค้นคว้า ก็ไม่พบว่ามีประเทศไหนตีความหลุดโลกแบบนี้

ถ้าจะอ้างว่า คนที่กดไลก์หรือโพสความคิดเห็นประกอบอาจผิดฐานเป็น “ผู้สนับสนุน” การกระทำความผิด ก็เป็นการอ้างแบบหลุดโลกไร้สาระเช่นกัน เพราะผู้สนับสนุนตามหลักกฎหมายอาญาจะต้องมี “การกระทำ” ที่ชัดเจนว่าเป็นการ “ช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก” ให้แก่ผู้กระทำผิด เฉพาะ “ก่อนหรือขณะความผิดเกิด” เท่านั้น ขณะที่การกดไลก์หรือโพสความคิดเห็นย่อมเกิดขึ้นหลังจากที่เกิด “การกระทำความผิด” ไปแล้ว

“การกระทำความผิด” หมายถึงการลงมือโพสของผู้สร้างเนื้อหาคนแรก สิ่งที่ปรากฎออนไลน์ให้คนมากดไลก์ หรือโพสความเห็นประกอบในเวลาต่อมา เป็นเพียง “ภาพบันทึก” ความผิดเท่านั้น มิใช่ตัว “การกระทำ” อันเป็นปัจจุบันแต่อย่างใด การกดไลก์ กดแชร์ หรือแสดงความเห็นหลังจากนั้นจึงไม่อาจเข้าข่ายผู้สนับสนุนได้เลย

ผู้เขียนเห็นว่า การตีความกฎหมายชนิดหลุดโลกเกินเลยตัวบทไปมาก ดังในกรณีของคุณฐนกร กำลังทำให้คำว่า “ติชมโดยสุจริต” และ “เจตนา” ไร้ความหมาย ทั้งที่อย่างแรกคือแก่นสารของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพการแสดงออก อย่างหลังคือหัวใจของระบบกฎหมายอาญา




ปกหนังสือ 1984 โดย George Orwell ฉบับแปลไทยล่าสุด ตีพิมพ์โดย สนพ. สมมติ


สังคมที่คนจำนวนมากไม่คิดว่าการตีความเช่นนี้มีปัญหา น่าจะกำลังคืบคลานเข้าใกล้การเป็นสังคมดิสโทเปียแบบในนิยายเรื่อง 1984 ซึ่งเสนอว่า ลำพังการมี “ความคิด” ที่รัฐไม่ชอบ ก็นับเป็นความผิดตามกฎหมาย หรือที่เรียกว่า “thoughtcrime” แล้ว

ผู้เขียนหวังว่า ศาลทหารจะไม่รับรองการตีความกฎหมายชนิดหลุดโลกเช่นนี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อโจมตีที่ว่า คสช. กำลังพาสังคมไทยเข้าสู่โลกใน 1984 มากขึ้นทุกขณะ.

ข่าวป๊อปปูล่า... สื่อทั่วโลกพร้อมใจเสนอข่าวรัฐบาลไทยเตรียมดำเนินคดีบีบีซี




ภาพจาก EPA


สื่อทั่วโลกพร้อมใจเสนอข่าวรัฐบาลไทยเตรียมดำเนินคดีบีบีซี

เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
ที่มา เวป BBC Thai

จากตอนใต้สุดของเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ ไปจนถึงสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินเดีย อังกฤษ ยุโรป และอเมริกา สื่อสิ่งพิมพ์ และเว็บไซต์ทั่วโลกให้ความสนใจข่าวที่รัฐบาลทหารเตรียมดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับบีบีซีภายหลังตีพิมพ์รายงานพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา

สำนักข่าวหลักระดับโลก ได้แก่ รอยเตอร์ ของอังกฤษ เอพี ของอเมริกา และเอเอฟพี ของฝรั่งเศส ต่างรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันพุธที่ 7 ธ.ค. ถึงความพยายามของทางการไทยในการดำเนินคดีกับเว็บไซต์ของบีบีซีไทย ในข้อหาเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ผิดมาตรา 112 ของ ประมวลกฎหมายอาญา ที่ว่าด้วยการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท




ภาพจาก REUTERS


เอเอฟพี รายงานว่า เนื้อหาพระราชประวัติที่บีบีซีไทยรายงานไปนั้น เป็นเรื่องที่ทราบกันแพร่หลายในราชอาณาจักรไทย แต่แทบไม่มีการตีพิมพ์ในสื่อไทย

สำนักข่าวแห่งฝรั่งเศสรายนี้ยังรายงานด้วยว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฉบับนี้ มีโทษจำคุกที่รุนแรง และถูกใช้เพื่อคุมขังนักวิจารณ์มาแล้วหลายสิบคน ทำให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการเซ็นเซอร์ตัวเองในหลากแวดวง ทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการ และศิลปิน

เอเอฟพี อ้างคำสัมภาษณ์ ของ พลเอกประยุทธ์ ว่า บีบีซีไทย มีสาขาสำนักงานอยู่ในประเทศไทย และนักข่าวก็ยังเป็นคนไทย หากทำผิดกฏหมายไทย ก็ต้องถูกดำเนินคดีในประเทศไทย



ภาพจาก AP


เอพี รายงานว่า เนื้อหาพระราชประวัติที่บีบีซีไทยนำเสนอไปได้สร้างกระแสวิจารณ์เนื่องจากตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตสมรสสามครั้งของพระองค์ที่จบลงด้วยการหย่าร้าง ซึ่งสื่อไทยเลี่ยงการนำเสนอมาตลอด เนื่องจากเกรงความเสี่ยงทางกฎหมาย

สำนักข่าวอเมริกันแห่งนี้ รายงานอีกว่า บีบีซีอาจเป็นสำนักข่าวระดับโลกแห่งแรกที่จะถูกดำเนินคดีภายใต้คดีพระบรมเดชานุภาพ แม้นก่อนหน้านี้ สื่อสิ่งพิมพ์ระดับนานาชาติ เช่น ดิ อีโคโนมิสต์ หรือ อินเตอร์เนชันแนลนิวยอร์กไทมส์ ที่รายงานเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย ต้องเผชิญกับการที่หน้าข่าวบนเว็บไซต์ถูกปิดกั้น หรือ บางฉบับถูกระงับการจำหน่ายในประเทศไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์ อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พลเอกประวิตร ในการพิจารณาดำเนินคดีกับบีบีซีไทย และให้ปูมหลังว่า นับตั้งแต่ที่เข้าบริหารประเทศ คณะรัฐประหารชุดนี้มุ่งมั่นและกระตือรือร้นในการดำเนินคดีกับบรรดาผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนนานาชาติระบุว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีความกำกวม เปิดช่องให้ตีความได้มาก และมีโทษที่รุนแรงเกินไป




ภาพจาก EPA


รายงานข่าวของทั้งสามสำนักข่าวนี้ ถูกนำเสนอในสื่อสิ่งพิมพ์ และเว็บไซต์ข่าวทั่วโลก เช่น โอทาโก เดลี ไทมส์ ของ นิวซีแลนด์ เอบีซีนิวส์ ของ ออสเตรเลีย สเตรตไทมส์ของสิงคโปร์ อาซาฮีชิมบุนของญี่ปุ่น www.rappler.com ของฟิลิปปินส์ สถานีโทรทัศน์อัลจาซีร่า www.swissinfo.ch ของสวิตเซอร์แลนด์ นิวยอร์กไทมส์ และ วอชิงตันโพสต์

ด้านเว็บไซต์ เดอะการ์เดียน ในอังกฤษ ใช้รายงานข่าวนี้จากผู้สื่อข่าวประจำกรุงเทพ โอลิเวอร์ โฮมส์ พาดหัวข่าวว่า "ตำรวจเยือนสำนักงานของบีบีซีในกรุงเทพ ดื่มนมเปรี้ยวยาคูลท์ของทีมงาน หลังจากพระราชประวัติของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ ถูกบล็อก"






ภาพจาก THE GUARDIAN

ด้านโฆษกของบีบีซีชี้แจงข่าวนี้ว่า "การก่อตั้งบีบีซีไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข่าวสารอย่างไม่เลือกข้าง มีความเป็นอิสระ และถูกต้อง ในประเทศที่สื่อมวลชนต้องเผชิญกับข้อจำกัด และเรามั่นใจว่าบทความชิ้นนี้ไม่มีสิ่งใดที่ขัดต่อหลักปฏิบัติในการเสนอข่าวบีบีซี"

ฮุนต้าไทย มิควรที่จะทำให้รัชกาลใหม่หม่นหมองกับการดำเนินคดีต่อบีบีซีไทย ด้วยการใส่ไคล้อย่าง ‘ลำเอียง เล่นพวก และมดเท็จ’





ดูท่าจะเอาแน่ ซัดบีบีซีไทยครบถ้วนกระบวนกฎหมายที่ฝรั่งเรียกว่า draconian ชนิดฟัดให้บรรลัย วินาศสันตะโร โดยใช้ทั้ง ม.๑๑๒ ม.๑๑๖ และ พรบ.คอมพิวเตอร์

นั่นหากตีความคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา literally ตามเนื้อถ้อยสำนวนคำที่ทั่นปล่อยออกมา “ในต่างประเทศเขาอาจจะเห็นว่าไม่ผิด ตรงนี้ตนไม่รู้ แต่ในประเทศไทยถือว่าผิด ยกเว้นไม่ได้...

อย่าไปทำผิดที่เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวคนอื่นเขา จนทำให้เกิดความวุ่นวายสับสน มาตรา ๑๑๖ ก็มี ถ้าทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็ต้องดำเนินคดี ตนไม่ได้ขู่นะ” ข่าวไทยรัฐว่างั้น

(http://www.thairath.co.th/content/804522)

รวมทั้ง catch phrase วลีทีเด็ด “เมื่อทำผิดกฎหมายไทยก็ต้องดำเนินคดี ก็แค่นั้น”

แต่คงไม่แค่นั้นอย่างที่คิด ก่อนอื่นต้องดูที่ฐานความผิด มีการหมิ่นประมาทจริงหรือเปล่า มีข้อความเท็จไหม เป็นการให้ร้ายหรือแค่เสนอข้อมูลจริงที่มีปรากฏอยู่ ถ้าเนื้อหาไม่ใช่เสแสร้งประสงค์ร้าย ก็ไม่เข้าข่าย ๑๑๒ และพ่วง พรบ.คอมพิวเตอร์ด้วยไม่ได้

ส่วนจะยัด ๑๑๖ แทน ก็ต้องคิดดีๆ นี่ไม่ใช่นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ จะได้ตั้งข้อหา ‘ยุยงปลุกปั่น’ ง่ายๆ มันไม่ง่ายนักแล้ว เพราะผู้ถูกกล่าวหาเขาก็มีมาตรฐานของเขา ข้อสำคัญมันเป็นมาตรฐานสากล

จะไปบอกเขาว่าคุณพูดความจริงไม่ได้ เพราะฉันไม่ชอบ ขืนทำอย่างนั้นจะเป็นการประจานตัวเองว่าป่าเถื่อน ขาดสติปัญญาอารยะ





แค่การประเมินผลของโครงการนานาชาติวัดระดับความสามารถนักเรียน หรือ PISA จากปีที่ผ่านมาพบว่า เด็กนักเรียนไทยล้าหลังกว่าเด็กเวียตนามทุกๆ ด้าน ก็ประจานภาพพจน์แห่งการด้อยปัญญา พออยู่แล้ว

(http://www.bbc.com/thai/thailand-38223294)

หรือเป็นเพราะรายงานข่าวของบีบีซีไทยในเรื่องดังกล่าวด้วย เลยทำให้พวกคนโตๆ ของ คสช. ตั้งแต่ รมว.กลาโหม ผบ.ทบ. ไปถึงหัวหน้าใหญ่ ประสานเสียงกันว่าจะต้องจัดการกับบีบีซีให้ได้

เรื่องมาตรา ๑๑๖ นี่น่าที่จะไปดูบทวิเคราะห์ของ ‘ไอลอว์’ ที่ชี้บ่งไว้สักหน่อยว่า “ข้อหานี้ถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อกลุ่มคนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทิศทางตรงข้ามกับรัฐบาลทหาร

จนเข้าลักษณะเป็นการตั้งข้อหาเพื่อหวังผลทางการเมือง และตอกย้ำว่ากฎหมายมาตรานี้เป็นข้อหาที่อยู่คู่กับการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย”

(https://freedom.ilaw.or.th/blog/116NCPO)

พฤติกรรมก้าวร้าว กลั่นแกล้ง และรังควาญ ของเจ้าหน้าที่ทหาร คสช. ต่อนักกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านรัฐประหาร เป็นเครื่องยืนยันความชั่วร้าย

ล่าสุดเมื่อวานนี้เอง เมื่อ ‘ตูน’ ชนกนันท์ รวมทรัพย์ นักกิจกรรมกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ เขียนแจ้งไว้บนหน้าเฟชบุ๊คของเธอ ว่า





“Chanoknan Ruamsap
16 hrs ·
เมื่อกี้แม่โทรมาจากไทยบอกว่าทหารโทรมาหาครอบครัว คุยเรื่องที่เราโพสต์สเตตัสในเฟสบุ๊คเกี่ยวกับสถาบันเมื่อ 3 วันที่แล้ว บอกว่าเราอาจจะถูกกักตัวที่สนามบินตอนเรากลับไทย หรืออาจถูกกักตัวที่ศาลทหารตอนเราไปขึ้นศาลคดีราชภักดิ์วันที่ 23 ธันวานี้ เพราะผิดพรบ.คอมและม.112

ถ้าทหารคนไหนได้อ่านข้อความนี้ ช่วยส่งต่อไปที่หน่วยที่รับผิดชอบด้วย การกดดันครอบครัวเราไม่ได้มีผลให้เราเลิกพูด เลิกเคลื่อนไหวได้เลย เราบอกมาตลอดว่าเรากับครอบครัวมีความเห็นทางการเมืองต่างกันมาก ต่างกันมานานแล้ว แล้วเราอยู่กับความขัดแย้งนั้นมาตลอด ไม่มีทางที่คนนอกจะใช้ความสัมพันธ์ทางครอบครัวมาหยุดการกระทำของเราได้

ทหารกลุ่มนี้ไปเยี่ยมบ้านเราเกือบทุกเดือนมาเป็นปีจนสนิทกับแม่กับพ่อ อย่าหลงดีใจว่าจะส่งข้อความผ่านครอบครัวบอกให้เราทำหรือไม่ทำอะไรได้ เราไม่ต้องการคำอนุญาตจากใครทั้งสิ้น ไปฝึกมาใหม่

อีกอย่างเราเชื่อว่าสิ่งที่เราโพสไม่เป็นความผิด ใครคิดว่าผิดก็ชี้แจงมา

ป.ล. แนบหมายคดีราชภักดิ์ที่เราต้องไปขึ้นศาลวันที่ 23 ธันวานี้ พอดีวันนี้ครบรอบ 1 ปี คดีฉาวของสถาบันทหารไทยพอดี โกงอย่างหน้าด้านๆ บอกเลย หลักฐานความโกงนี้จะอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลานอ่ะ

#สุขสันต์วันโกงแห่งชาติ
#โกงอย่างจงรักหักหัวคิวอย่างภักดี

ทางบีบีซีสำนักแม่ในอังกฤษจึงได้เสนอข่าวเรื่องคณะทหารฮุนต้าของไทยมุ่งหมายจะดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ต่อบทความเรื่องพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ไทยองค์ใหม่

“แต่บีบีซีก็ยังไม่ได้รับแจ้ง ว่าได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือยัง”

พร้อมกันนั้นก็ประกาศจุดยืนตอกย้ำไว้ด้วยว่า “บีบีซีไทย ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อการเสนอข่าวที่ไม่ลำเอียง เป็นอิสระ และเสนอแต่ความจริง ในประเทศที่การสื่อสารมวลชนเผชิญกับการปิดกั้น

เรามีความมั่นใจว่าบทความนั้นยึดถือหลักการเกี่ยวกับการบรรณาธิการของบีบีซีไว้อย่างมั่นคง”

(http://www.bbc.com/news/world-asia-38238779)

หากว่ามีการดำเนินคดีในข้อหา ม.๑๑๒ ม.๑๑๖ และ พรบ.คอมฯ โดยควบรวมหรืออย่างใดอย่างหนึ่งละก็ จะเป็นการฝังลึกภาพอัปลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ‘เพื่อเอาเปรียบทางการเมือง’ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาในประเทศไทย

ฮุนต้าไทย คสช. มิควรที่จะทำให้รัชกาลใหม่หม่นหมองกับการดำเนินคดีต่อบีบีซีไทย ด้วยการใส่ไคล้อย่าง ‘ลำเอียง เล่นพวก และมดเท็จ’ เหมือนดังข้อกล่าวหาของทีนิวส์





ทำไมตั้งแต่มีการสอบ PISA มา คะแนนของประเทศไทยอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายเช่นนี้มาตลอด





ที่มา FB

Pavich Tongroach


ผลการทดสอบ PISA วิชา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ไทยอยู่ในกลุ่มรั้งท้าย ตามเคย

****************************

วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2559) โครงการจัดสอบนักเรียนนานาชาติ PISA (Programme for International Students Assessment) ที่ดำเนินการโดย OECD (Organisation for Economic Cooperation and Development หรือ องค์การความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ประกาศผล PISA 2015 อย่างเป็นทางการ มีประเทศเข้าร่วมการทดสอบ 70 ประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจ เป็นการทดสอบ วิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ ในเด็กอายุ 15 ปี ที่สุ่มตัวอย่างมา 540,000 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพ ความเท่าเทียม และประสิทธิภาพของระบบโรงเรียนในแต่ละประเทศ ซึ่งจะสะท้อนว่าคุณภาพของประชาชนที่จะเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในอนาคตเป็นอย่างไร

ผลการสอบคราวนี้ ซึ่งเน้นวิชาวิทยาศาสตร์ ปรากฎว่า สิงคโปร์ ขึ้นเป็นที่ 1 ของโลก ตามมาด้วยญี่ปุ่น เอสทัวเนีย ฟินแลนด์ และ แคนาดา

จีนเชี่ยงไฮ้ที่เคยได้อันดับ 1 แบบทิ้งห่างในการสอบเมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมา เมื่อปี 2009 และ 2012 ปีนี้เมื่อเอาคะแนนอีก 3 มณฑล (Beijing, Jiangsu, Guangdong) มาเฉลี่ยปรากฎว่าตกไปอยู่อันดับ 10

ที่น่าสนใจ คือ เวียดนามกระโดดขึ้นชั้นระดับโลกเป็นที่ 8

ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 55 (วิทยาศาสตร์ อันดับที่ 54 การอ่าน ที่ 57 คณิตศาสตร์ ที่ 54) โดยมีผลการทดสอบลดลงจากการสอบครั้งที่แล้ว (ปี 2012) ในทุกวิชา ได้แก่
##วิทยาศาสตร์ ได้ 422 คะแนน (ลดลง 23 คะแนน จากเดิม 444 *คะแนนเฉลี่ย OECD 493)
##การอ่าน ได้ 409 คะแนน (ลดลง 32 คะแนน จากเดิม 441 *คะแนนเฉลี่ย OECD 493)
##คณิตศาสตร์ ได้ 415 คะแนน (ลดลง 12 คะแนน จากเดิม 427 *คะแนนเฉลี่ย OECD 490)

ตั้งแต่มีการสอบ PISA มา คะแนนของประเทศไทยอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายเช่นนี้มาตลอด สำหรับประเทศอื่นๆ ได้ใช้ผล PISA ไปเป็นประโยชน์ในการวางแผนการศึกษาของชาติ แต่ในส่วนของประเทศไทยไม่เคยมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการศึกษาอย่างเบ็ดเสร็จ แม้ว่าจะมีตัวบ่งชี้นานาชาติที่สะท้อนความอ่อนแอให้เห็นอย่างชัดเจนซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม

***********

ผลการสอบ PISA 2015 จะสอดคล้องกับผลการสอบ TIMSS ซึ่งเป็นการวัดความสามารถวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยมีนักเรียนจากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วม เข้าสอบจำนวน 6 แสนคน ซึ่งปรากฏว่าคะแนนของประเทศไทยอยู่ในกลุ่มรั้งทัายเช่นเดียวกัน ทั้งยังสอดคล้องกับผลการวัดผลที่เราจัดสอบเอง เช่น ผลการสอบ ONET จึงเป็นการบ่งชี้อีกครั้งหนึ่งว่า ระบบการศึกษาของเรายังมีความอ่อนแออยู่มาก

ข้อเท็จจริงที่ว่าในการสอบ PISA ทุกครั้งที่ผ่านมาคะแนนของประเทศไทยไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นผลในปีนี้ยังกลับลดลงจากครั้งที่ผ่านมาอย่างมีนัยยะสำคัญ แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาของเราไม่ได้มีพัฒนาการขึ้นมาแต่อย่างใด

ถ้าจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุว่าคะแนนของเราทำไมจึงต่ำ

จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าน่าจะมีสาเหตุโดยตรงอยู่สองประเด็นใหญ่ๆ คือความรู้ที่มีอยู่ในระบบการศึกษาของเราน่าจะต่ำกว่ามาตรฐานโลก และวิธีการคิดของเด็กเราไม่สามารถคิดในเชิงวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ เพราะข้อสอบ PISA จะเป็นไปในแนวเช่นนั้น ซึ่งประเด็นนี้จะต่อเนื่องไปถึงวิธีการเรียนการสอนของครูด้วย ดังนั้นจึงควรต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรอย่างจริงจัง ซึ่งหมายถึงเนื้อหาและวิธีการจัดการศึกษา และจะต้องต่อเนื่องไปถึงการรื้อระบบการผลิตครูด้วย

การที่เวียดนามมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงระดับเทียบวัดกับประเทศชั้นนำได้ และได้คะแนนสูงเช่นนี้มาสองครั้งติดกันแล้ว เป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตาม และจากการที่เวียดนามเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ข้อมูลด้านการศึกษาเช่นนี้น่าจะต้องนำมาซึ่งความน่าวิตกสำหรับไทยด้วย เพราะข้อมูลเช่นนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์ต่อไปในการวางแผนทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ โดยที่ข้อมูลทางด้านการศึกษาเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ในสายตาผู้ลงทุนจากต่างประเทศก็จะมองเห็นความเข้มแข็งและความอ่อนแอทางด้านนี้จากผลของการศึกษา วันนี้เวียดนามได้บอกแก่ชาวโลกว่ามีฐานของทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการของโลก ดังนั้น อาจจะไม่เป็นที่น่าแปลกใจอีกต่อไปว่าทำไมในข่วงเวลาที่ผ่านมาเราจึงเห็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงหลายอย่างเริ่มย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปเวียดนาม

ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องทำการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการมองปัญหาให้ออกและชัดเจน และกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขให้ถูกต้อง เท่าที่ผ่านมาแม้จะมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น การสั่งลดเวลาเรียนโดยไม่ได้ไปปรับปรุงที่โครงสร้างของระบบการเรียนการสอนซึ่งมีหลักสูตรเป็นแกนหลัก นอกจากจะไม่ทำให้เกิดผลต่อระบบการเรียนรู้ในทางบวกแล้วยังกลับสร้างความเครียดและความสับสนขึ้นในระบบการศึกษาอีกด้วย ทั้งนี้ืนอกไปจากการปฏิรูปหลักสูตรและองค์ความรู้ในระบบ และการปฏิรูปครูอย่างจริงจัง แล้ว ยังจะเห็นว่าการศึกษาไทยมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ตัวอย่างเช่น โครงสร้างของระบบริหารจัดการที่ไม่เอื้อให้เกิดความเข้มแข็งของโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งนี้เพราะความเข้มแข็งของระบบการศึกษาที่แท้จริงจะต้องเกิดขึ้นที่โรงเรียน นี้เป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาเท่านั้น

...

ไม่แปลกใจเลย ดูผู้บริหารกระทรวงแต่ละคนสิ ครูที่ไหน ทหารบ้าง หมอบ้าง
มิตรสหายท่านหนึ่ง